ค่าเงินลีรา (Lira) ของ ตุรกี ลดลงติดต่อกัน 11 วันทำการหลังจากที่ ประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน ผู้นำตุรกี ได้ออกมาหนุน นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และปกป้องการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของรัฐบาล แม้อัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งขึ้นเกือบ 20% แล้วก็ตาม

ข่าวระบุว่า ค่าเงินลีราดิ่งลง 11% สู่ระดับ 13.45 เทียบดอลลาร์ในวันพุธ (24 พ.ย.) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์  ทั้งนี้ สกุลเงินลีราของตุรกีทรุดตัวลง 40% นับตั้งแต่ต้นปีนี้

 

โดยเป็นสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ที่ปรับตัวย่ำแย่ที่สุด ท่ามกลางแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติที่ไม่มั่นใจต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

 

หลังจากที่ ประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน ได้สั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลางหลายคนก่อนหน้านี้ เนื่องจากไม่สนองนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของรัฐบาล และหลังจากนั้นมา ธนาคารกลางตุรกีก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง

 

ค่าเงินตุรกีดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

 

ปธน.เออร์โดกัน กล่าวว่า ตุรกีจำเป็นต้องมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นเกือบ 20% และค่าเงินลีราดิ่งลงก็ตาม

 

ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อในตุรกีพุ่งขึ้นแตะระดับ 19.89% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี และสูงกว่าระดับเป้าหมาย 5% ที่ธนาคารกลางกำหนดไว้ถึง 4 เท่า

 

สถานการณ์ในตุรกีทำให้หุ้นธนาคารในยุโรปพากันร่วงระนาวเมื่อต้นสัปดาห์เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่า วิกฤตค่าเงินตุรกีอาจลุกลามประเทศอื่นๆ ในยุโรป

 

โดยเมื่อวันพุธ (24 พ.ย.) ราคาหุ้น BBVA ซึ่งเป็นธนาคารสเปน ดิ่งลง 1.2% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน เนื่องจากนักลงทุนมองว่า BBVA เป็นธนาคารที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตการเงินในตุรกี

 

  ค่าเงินตุรกีดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดว่า BNP Paribas ซึ่งเป็นธนาคารฝรั่งเศส และ ING Groep ซึ่งเป็นธนาคารเนเธอร์แลนด์ จะได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากมีการดำเนินธุรกิจในตุรกี ขณะที่ UniCredit ซึ่งเป็นธนาคารอิตาลี ข่าวระบุว่ากำลังเตรียมถอนการลงทุนออกจากตุรกี

 

ข้อมูลจาก ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ระบุว่า ธนาคารสเปนได้ปล่อยสินเชื่อในตุรกีมากที่สุดในบรรดาธนาคารของยุโรป โดยคิดเป็นวงเงินเกือบ 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยธนาคารฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐ ญี่ปุ่น และอิตาลี

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ (คลิกอ่านเพิ่มเติม)