สำหรับโมเดลธุรกิจของ cloud kitchen หรือบางครั้งเรียก ghost kitchen หรือ dark kitchen แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ แบบหุ้นส่วนที่เป็นธุรกิจเทคโนโลยีด้านอาหาร อย่างเช่น Swiggy จัดสรรพื้นที่ครัวให้แก่เชฟและร้านอาหารบนแพลตฟอร์มของตน ส่วนใหญ่ครัวหนึ่งจะมีร้านอาหาร 6-8 ร้านใช้ร่วมกัน โดยเก็บค่าสมาชิกจากร้านอาหารที่มาใช้พื้นที่ เพื่อให้ครอบคลุมค่าเช่าสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่เก็บของ
ค่าล้างจาน เป็นต้น เชฟและร้านอาหารมีหน้าที่บริหารธุรกิจของตน ส่วนหุ้นส่วนทำหน้าที่โปรโมตร้านอาหารในเครือบน แพลตฟอร์ม ส่วนแบบที่สอง คือ ผู้ประกอบการร้านอาหารตั้งครัวกลางขึ้นมาเองสำหรับแบรนด์ในเครือของตนที่นำเสนออาหารต่างประเภทกัน และทำหน้าที่จัดการทั้งการโปรโมตและการดำเนินธุรกิจ
ด้านนางสาวสายทอง สร้อยเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัท RedSeer ประเมินว่าอินเดียมีร้านอาหารอยู่ประมาณ 2.8 ล้านแห่ง แต่มีอยู่เพียงประมาณ 7 แสนแห่ง ที่เป็นระบบ ส่วนที่เหลืออาจเป็นร้านขนาดเล็กหรือไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ ซึ่งหมายถึงมีช่องว่างสำหรับอาหารคุณภาพอีกมาก ซึ่ง cloud kitchen ได้ช่วยเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว
สำหรับโอกาสในการลงทุน cloud kitchen ของผู้ประกอบการไทย ยังมีช่องว่างอีกมาก โดยเฉพาะการเปิดให้เช่าพื้นที่ครัวกลาง เพื่อทำอาหารไทย เพราะอาหารไทยเองเริ่มเป็นที่นิยมในอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันมี cloud kitchen ที่เริ่มทำอาหารไทยแล้ว เช่น ครัว Kin Thai , Thai Naam , Azuma Kara Asian Kitchen เป็นต้น โดยบริการขายอาหารไทยที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคอินเดีย เช่น ส้มตำ ต้มยำกุ้ง ยำวุ้นเส้น หมูสะเต๊ะ ผัดไทย ข้าวซอย
ผัดผัก แกงเขียวหวาน และแกงพะแนง เป็นต้น หากมีการเข้าไปลงทุน มั่นใจว่าจะมีผู้สนใจไปเช่าและใช้บริการทำอาหารไทย เพื่อจำหน่ายในอินเดียตามแนวโน้มความนิยมการสั่งอาหารเดลิเวอรี ซึ่งจะทำให้อาหารไทยเป็นที่รู้จัก และขยายตัวในตลาดอินเดียเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169