จึงเกิดคำถามว่า เราจะเตรียมพร้อมนโยบายทางประชากรของประเทศไทยให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรของไทยอย่างไร เมื่อประชากรรุ่นเกิดล้าน ที่เกิดระหว่างปีพ.ศ.2506 - 2526 จะกลายเป็น สึนามิประชากร หรือ "สึนามิสูงวัย" ที่เคลื่อนสู่ ฝั่งผู้สูงวัย ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ วิเคราะห์ว่า การแก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ ด้วยการส่งเสริมให้ประชากรมีลูกกันมากขึ้น อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีนักสำหรับสังคมไทย หากไม่ได้พิจารณาถึงคุณภาพของการเกิด หรือเกิดด้วยความไม่พร้อม
ทั้งนี้ ตัวเลขอัตราการเกิดของประชากรไทยในปีพ.ศ.2563 ซึ่งเป็นปีล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 587,000 คน และอาจมีแนวโน้มต่ำลงไปอีกประมาณ 2 - 3 หมื่นคนตามวิกฤติ โควิด19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
โดยการประกาศจำนวนเกิดของประชากรไทยในแต่ละปีจะนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคมของปีนั้นๆ แล้วจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในอีกประมาณ 2 - 3 เดือนถัดไป
“ปัญหาที่เร่งด่วนมากกว่าปัญหาอัตราเกิดฮวบต่ำลงในขณะนี้ คือ การเตรียมพร้อมอย่างไรเมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประชากรที่เกิดในช่วงระหว่างปีพ.ศ.2506 - 2526 ถือเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดในการนำมาพิจารณาเป็นโจทย์เพื่อการศึกษาวิจัยให้ตอบสนองทิศทางความต้องการของผู้สูงวัยไทยในอนาคต โดยควรเน้นให้เตรียมพร้อมเรื่องสุขภาพ และระวังการใช้จ่าย หมั่นเก็บออมไว้เพื่ออนาคต” ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ กล่าวแนะนำ
ขณะที่ รศ.ดร.อารี จำปากลาย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล คนปัจจุบัน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจของสถาบันฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยใน 50 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีเพียงงานวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรเท่านั้น
ยังมีงานวิจัยเพื่อติดตามพฤติกรรมทางสุขภาพของประชากร ความเท่าเทียมทางการศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ แรงงานย้ายถิ่น หรือแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ฯลฯ
ที่ตอบโจทย์เกือบทุกเป้าหมาย SDGs เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งนอกจากเพื่อการขับเคลื่อนสู่นโยบายในระดับชาติแล้ว ยังได้ขยายผลสู่การสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติต่อไปอีกด้วย โดยสถาบันฯ พร้อมเดินหน้ารับใช้ประชาชน สร้างสรรค์งานวิจัยเพื่อส่งเสริมคุณภาพประชากรไทย และร่วมทำโลกนี้ให้มีอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป