นายธนะโรจน์ กล่าวต่อว่า นางสาวศุภจิตรา นั้นเป็นหุ้นส่วนของบริษัทตนเอง ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสารอาหารสำหรับพืช จำหน่ายกล้าต้นกระท่อม ใบพืชกระท่อมและตอนนี้ต่อยอดแปรรูปพืชใบกระท่อมอยู่ ซึ่งตนเอง ลูกสาว ลูกเขยและนางสาวศุภจิตรา จะทำงานจนดึกดื่นทุกคืน ซึ่งคาดว่า จ่าเชิด อาจจะเกิดความหึงหวง จนก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ซึ่งตนเองยอมรับว่า สังคมวันนี้อยู่ยาก ขนาดตำรวจยังก่อเหตุ ในลักษณะนี้ได้ โดยขาดสติ แล้วชาวบ้าน จะอยู่เป็นสุขได้อย่างไร เรื่องนี้ตนเองก็ จะแจ้งความบุกรุกเคหะสถานในยามวิกาล ทำร้ายร่างกาย พกพาอาวุธปืนมาในที่สาธารณะ และข่มขู่ โดยยืนยันจะสู้ให้ถึงที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนกระทั่ง เวลา 10.00 น.วันเดียวกัน ทาง นางสาวพิมนภัทร์ พรอริยวัฒนกิจ ได้แจ้งมาว่า ขณะนี้ได้พบตัว นางสาวศุภจิตรา แล้ว โดยหนีตายมาหลบซ่อนตัวอยู่บ้านชาวบ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากที่เกิดเหตุ เกือบ 1 กิโลเมตร จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบอยู่ในสภาพใบหน้าบวมแดง ตาข้างซ้ายช้ำเขียวบวมจนตาปิด แขนและขา เขียว ช้ำ เป็นจุดแทบทั้งตัว
โดยนางสาวศุภจิตรา กล่าวว่า ตนเอง กับ จ่าเชิด คบหากันมานานกว่า 8 ปี โดยตนเองอยู่ในสถานะเมียน้อย ได้เช่าบ้านอยู่บริเวณสี่แยกปฐมพร จ่าเชิด จะแวะมาหา เป็นประจำ แต่ระยะหลังๆ จ่าเชิด มักจะทำร้ายตนเองบ่อย และหนักขึ้น จนตนเองทนไม่ไหว บอกขอเลิก เพราะทนพฤติกรรมไม่ไหว แต่ จ่าเชิด ไม่ยอมเลิก แม้ตนเองพยายามหนี ไม่ปะทะ มากว่า 4 เดือน จนล่าสุดก่อนเกิดเหตุ ก็ยังถูก จ่าเชิด ทำร้าย จับมัดมือ มัดเท้า ปิดปาก มาแล้ว และล่าสุดเมื่อกลางคืนที่ผ่านมา ตนเอง ถูกชก ตบ ตี กระทืบ ปางตาย แม้ร้างขอชีวิต แต่ จ่าเชิด ก็ยังไม่หยุด ตนเอง พยายามดิ้นรนหนี จนมาถึงในครัว ฉวยมีดได้ ตนเองก็เอามาจ่อที่คอ และขู่ว่า หากไม่หยุด ตนเองก็ขอแทงตัวตาย จ่าเชิด เลย ยอมปล่อย ตนเองเลย วิ่งออกจากบ้าน หนีตาย มาอาศัยบ้านของชาวบ้าน ที่เห็นสภาพตนแล้วทนช่วยไม่ได้ เลยให้หลบซ่อนตัว จนกระทั่งเช้า ก็ติดต่อไปที่ นายธนะโรจน์ เพื่อให้ช่วยพาไปโรงพยาบาลรักษาบาดแผล และจะเข้าแจ้งความ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ดำเนินคดีกับ จ่าเชิด ให้ถึงที่สุด
ภาพ/ ข่าว โดย : ประสิทธิ์ ลีฬหคุณากร จ.ชุมพร