นายประสิทธิ์ เปิดเผยต่อว่า วันต่อมาถึงเวรกลุ่มพระสุนิตร กับเพื่อน 3 คน เข้าไปลาดตระเวนก็พบกับช้างที่ถูกกลุ่มลาดตระเวนก่อนหน้ายิงปืนไล่ได้เข้ามาไล่ทำร้ายกลุ่มพระสุนิตร ทำให้ต่างวิ่งหนีเข้าไปหลบอยู่ในโขดหินจนปลอดภัย แต่หาทางกลับไม่ได้ 3 วัน 3 คืน จนมืดค่ำพระสุนิตร จึงนำดอกไม้มาไหว้ขอขมา เจ้าป่าเจ้าเขาขอให้เปิดทางกลับที่พัก
เมื่อไหว้เสร็จก็ได้ยินเสียงผู้หญิงสาวจำนวนหลายคนพูดคุยกันมาคิดว่าเป็นกลุ่มคนจะกลับบ้าน จึงเดินไปดักทางบอกหลงทาง กลุ่มผู้หญิงจึงพากลับบ้านด้วย ซึ่งเป็นบ้านมี 10 กว่าคน หลังเป็นหมู่บ้านเลื่อนลอย ชายผู้นำหมู่บ้านบอกว่าหลงป่าตื่นเช้าจะพาไปส่ง พอรุ่งเช้าก็พามาส่งที่ปากทาง พอหันกลับไปดูก็ไม่เห็นพวกมาส่งอีกเลย จึงคิดว่าคนพวกนั้นเป็นผีบังบด
เมื่อรอดชีวิตจากการหลงป่ามาได้ ลูกชายก็ศึกษาเรื่องธรรม ทำงานครบ 6 ปีก็ลาออก กลับมาบ้านมาบอกพ่อแม่ว่าจะบวช ทีแรกคิดว่าลูกจะบวช 1 พรรษา แล้วสึกออกมารับราชการ หวังให้ลูกเลี้ยงดูพ่อแม่ เพราะเป็นเพียงชาวนา จึงพาไปบวชที่วัดอนาลโยภูค้อ ต.ผาสุก อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี จากนั้นก็ไม่ยอมสึกอีกเลย และยังไม่มีครอบครัว ตนอยากให้ลูกลาสึก จึงบอกกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันว่า ถ้าใครทำให้พระสึกได้ จะไปขอเป็นสะใภ้ ที่ย้ายมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ซำป่าหัน แห่งนี้ได้ 2 ปี เพราะต้องการอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ เพื่อจะได้ดูแลพ่อแม่
ส่วนเรื่องโลงแก้ว ตนก็ได้รู้จักและเห็นผู้หญิงคนดังกล่าว มาปฏิบัติธรรมได้ 3 เดือน เป็นคนเรียบร้อย นิสัยดี มีศักดิ์ศรี อัธยาศัยดี มีฐานะ เป็นคนมีสติ มานอนที่สำนักสงฆ์ กับเพื่อน 4-5 คนรวมทั้งแม่ชี 2 คนพอมีข่าวออกไป รู้สึกว่าข่าวเพี้ยน ลักษณะใส่ร้ายลูก ทำให้ไม่พอใจขอให้นำเสนอข่าวตรงไปตรงมา อย่าไปหนักฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในอนาคตตนไม่อยากให้พระสึกออกมา อยากให้ออกจากสำนักสงฆ์แห่งนี้
นอกจากนี้ ฝากถึงหมอปลา ว่า อย่าใส่ความให้สืบดูทั้งสองทาง เหมือนคำที่ว่า “จะเคี้ยวอะไร ให้เคี้ยวละเอียด อย่าพึ่งกลืน เดี๋ยวมันติดคอ”หรือ “ไปให้สุด ขุดให้ถึง ถ้าไม่มีน้ำ ถึงหยุด “อย่าพึ่งด่วนตัดสิน
ส่วนนายบรรจง จันทะแจ่ม อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 227 หมู่ 3 บ้านซำป่าหัน ต.บ้านจีต อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานีซึ่งเป็นชาวบ้าน เปิดเผยว่า ปกติชาวบ้านก็จะใส่บาตรกับพระประจำหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่กิจนิมนต์จะไม่นิมนต์พระอาจารย์มาที่บ้าน ซึ่งพระอาจารย์จะบิณฑบาตในหมู่บ้าน และชาวบ้านก็นับถือ เพราะเป็นพระอยู่แล้ว แต่ตนและชาวบ้านไม่ได้ไปคลุกคลีกับพระในสำนักสงฆ์ เพราะหมู่บ้านก็มีวัดอยู่แล้วแต่พระที่สำนักสงฆ์ก็ไม่เคยเข้าไปเคารพเจ้าอาวาสที่วัดในหมู่บ้าน
ตนไม่เคยไปร่วมกิจกรรม แต่ญาติพี่น้อง และชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงสำนักสงฆ์ นับถือศรัทธาเข้าไปร่วมกิจกรรมไม่เคยรู้ว่าสำนักสงฆ์ทำโลงแก้ว พอมีข่าวจึงได้รู้ตนก็เคยได้ยินคำสอนของพระอาจารย์สุนิตรอยู่เหมือนกัน เมื่อฟังแล้วคิดว่ามันไม่เข้าหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา หากใครจิตอ่อนก็อาจคล้อยตามไปเรื่อยๆ ก็มีชาวบ้านที่ไปแบบนั้นอยู่ ซึ่งลักษณะคำสอนนั้นเป็นแบบสุ่มเสี่ยง และมาจากลัทธิอื่น
เมื่อวานพ่อของพระก็มาพูดอยู่ที่นี้ว่า มันไม่ใช่แล้วแบบนี้ที่จะมาบรรลุอรหันต์เอง รู้ในเรื่องอนาคตกำหนดอนาคตอะไรแบบนี้ส่วนบางคนที่ไปหลงใหลในคำสอนของพระ เพราะจะเป็นในพวกจิตอ่อนๆ เป็นส่วนมาก บางคนก็รับข่าวสารจากทางเดียวไม่ยอมมาฟังจากพระทางอื่นเอาไว้ด้วย ตนเลยมองว่าชาวบ้านที่เป็นแบบนี้อาจจะมีความเชื่อส่วนบุคคล
ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกเคยเห็นแต่ในข่าวทางอื่น ไม่คิดว่าจะมาเกิดกับที่บ้านของตน แต่ก็มีความคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ที่จะมาตายในวันที่ 30 ตุลาคม นี้ แต่ชาวบ้านกลัวว่ากระแสข่าวถ้าไม่ตายก็กลัวจะฆ่าตัวตายแทนชาวกลัวว่าจะเป็นแบบนี้ ซึ่งคงต้องปล่อยให้สำนักพุทธศาสนา และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาจัดการ และให้เอากฎหมายเข้าช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะไม่อยากให้เรื่องมันไปไกลกว่านี้
นายรักศักดิ์ เทียนไชย นายอำเภอกู่แก้ว จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ตอนนี้ให้ทางเจ้าคณะอำเภอกู่แก้ว เป็นผู้ดำเนินการจะมีการผิดวินัยสงฆ์หรือไม่ ซึ่งทราบว่า พระอาจารย์สุนิตร อินทะคุตโตต้นสังกัด อยู่ที่วัดใน อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี โดยได้ประสานไปแล้ว ทางเจ้าคณะอำเภอวังสามหมอ มารับตัวกลับไปที่วัดต้นสังกัด อาจจะเป็นสัปดาห์หน้า เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการในการสอบวินัย เข้าข่ายผิดหรือไม่
ส่วนสำนักสงฆ์ซำป่าหัน ไม่ได้มีการขึ้นจดลงทะเบียนเอาไว้ เป็นเพียงแค่ ที่พักสงฆ์เท่านั้น ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ของชาวบ้านทำกิน เป็นการครอบครองของราษฎร แต่ได้มีการยกให้เป็นพื้น ให้ทำสำนักสงฆ์ขึ้นมา ซึ่งไม่ถูกต้อง หากมติคณะสงฆ์ ของอำเภอกู่แก้ว ให้คณะสงฆ์อำเภอวังสามหมอ มารับพระรูปนี้กลับไปวัดต้นสังกัด แล้วสำนักสงฆ์ซำป่าหัน ก็จะโดนปิดเอาไว้ก่อน เพราะไม่มีพระสงฆ์อยู่ที่นี่ หากชาวบ้านจะมาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการปฏิบัติธรรมก็ทำได้ในตอนนี้ พระอาจารย์สุนิตร อินทะคุตโตยังอยู่ในสำนักสงฆ์ซำป่าหัน ยังไม่ไปไหน......
ภาพ/ข่าว : เศกสันติ กัลยาณวิสุทธิ์