ส่วนที่นายพิธาเสนอให้ตรวจแบบด้วยน้ำลายแบบกลุ่ม (Pool Saliva Covid Test) แทนการตรวจPCR โดยยกตัวอย่างว่าโรงแรมที่มี 5 ชั้น มีคนพักอยู่ 100 คน อาจจะใช้วิธีการตรวจด้วยน้ำลายแบบกลุ่มคือนำน้ำลายของคนทั้งชั้นมารวมกันเพื่อตรวจเพียงครั้งเดียวนั้น แสดงให้เห็นว่านายพิธา ก้าวไกลจนถดถอยทางความคิด ไม่เข้าใจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ทั้งจุดหมายปลายทางไม่ได้ไปเป็นกลุ่มใหญ่หรืออยู่ที่เดียวกันพร้อมกัน รวมถึงระหว่างการเดินทางก็มีการกินการดื่มระหว่างทางมา ซึ่งก็จะผสมอยู่ในน้ำลาย มิฉะนั้นเราต้อง "บังคับ" และ "จำกัด" พฤติกรรมหลายอย่างก่อนการตรวจเพื่อผลที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีประเทศไหนทำ ที่สำคัญการตรวจแบบ RT-PCR ก็มีความแม่นยำ-ปลอดภัยสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทย และวิธี RT-PCR ก็เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่จ.กระบี่ไปพบตัวแทนภาคธุรกิจท่องเที่ยวและประชาชนของนายพิธา สะท้อนถึงความไม่จริงใจ เพราะปากก็บอกว่าพรรคก้าวไกลยืนยันว่าต้องเปิดประเทศ แต่กลับอ้างเหตุต่างๆ มาสร้างภาพให้เกิดความน่าหวาดกลัว เพื่อทำลายขวัญและกำลังใจของพี่น้องประชาชน ทั้งผู้ประกอบการ และผู้ปฏิบัติ จึงประดิษฐ์วาทกรรมให้ดูสวยหรูเพื่อไม่ให้พรรคเสียคะแนนเสียงว่าคัดค้านการเปิดประเทศ สวนกระแสที่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศมีความตื่นตัวที่เตรียมทำมาหากิน เรื่องนี้จึงอยากให้นายพิธาและพรรคก้าวไกลกล้าหาญที่จะยอมรับออกมาตรงๆ ว่า ไม่ต้องการให้เปิดประเทศ เพราะกังวลว่า เศรษฐกิจจะได้รับการฟื้นฟูและปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนจะดีขึ้นใช่หรือไม่ เพราะล่าสุดรัฐบาลเปิดรับนักท่องเที่ยวซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจถึง 3 หมื่นล้านบาท ทั้งมีการจ้างงานภาคการขนส่งและภาคการบริการดีขึ้น
“การลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องดำเนินการ ไม่ใช่ไปสร้างปัญหาเพิ่ม หรือซ้ำเติมให้เกิดความหวาดกลัว ต้องไปสร้างความเชื่อมั่นและขจัดปัญหาอย่างผู้นำ แต่อีกมุมหนึ่งพี่น้องประชาชนก็จะได้เห็นวิสัยทัศน์ของคนที่เสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างนายพิธาว่า ไม่มีความเหมาะสมที่จะขับเคลื่อนนำประเทศฝ่าวิกฤติใหญ่เช่นนี้ เพราะแนวคิดของนายพิธา แค่กระดุมเม็ดแรกก็ติดไม่เป็นแล้ว นายพิธาควรจะรูดซิปปิดปากไปเลยจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า” น.ส.ทิพานัน กล่าว