อันที่จริง ซื้อใบอนุญาตจำนวนห้องน้อยๆ ดีกว่า เอาแค่ 5 ห้อง 10 ห้อง ที่เรียกว่า “ใบเล็ก” ผมนั้น หลงโง่เสียนาน เสียเงินตั้งมากมาย
เพราะอะไรหรือ?
เหตุผลประการแรก ยังไงๆ เจ้าของสถานบริการก็ต้องจ่ายรายเดือนให้ท้องที่ไปยันผู้ใหญ่อยู่แล้ว มีใบเล็กแค่ 2 ใบไว้ป้องกันก็พอ หากถูกปิดจริงๆ (ซึ่งไม่เคยถูกปิด เพราะจ่ายตามระบียบตลอด) ก็ถูกปิดแค่ 1 ใบ อีกใบยังเปิดได้อยู่
ประการที่สอง หากซื้อ 2 ใบ ใบนึง 5 ห้อง อีกใบ 10 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 หรือให้ 300,000 เลย ก็จ่ายแค่ 2-3 ล้านเท่านั้น ไม่ต้องเอาใบที่มีห้องมากๆ ให้เปลืองเงิน แล้วเวลา “หมาต๋า” มาตรวจ ก็จัดซองหนาๆ คุยแค่ที่ ค๊อฟฟีช็อปชั้นล่าง ไม่ต้องไปเดินตรวจนับห้องให้เมื่อยตุ้ม จัดเด็กฉอเลาะ เจ๊าะแจ๊ะแป๊บเดียวก็ชวนเข้าห้อง แทนที่จะนับห้อง
ห้องที่มีเกินอยู่ไม่ได้เปิดจริงๆ ครับท่าน ฟูกก็ยกขึ้น แต่อย่างว่า ของพรรค์นี้ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รู้ๆ กันอยู่ พอหมาต๋าไป ก็ให้แม่บ้านยกฟูกลงเสียก็เปิดขย่มได้เหมือนเดิม กว่าจะมาตรวจอีกทีก็ปีหน้า ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนใหม่มาคนเก่าไปเสียแล้ว
เทคนิคเพิ่มห้องอีกสเตป คือ ห้องใหญ่ 1 ห้องก็จัดทำเป็นห้องสูทเสีย มีห้องแยกย่อยทะลุไปอีก 4-5 ห้อง แล้วจัด “อ่างสุกี้” ไว้แช่รวมกัน 7-8 คน ทั้งชายและหญิง บรรเทิงเริงรมย์ แล้วก็เข้าห้องซอยตัวใครตัวมัน ด้วยวิธีนี้ เลยทำให้ห้องแตกตัว จาก 1 ห้องเป็น 5 ห้อง มีใบอนุญาต 10 ห้องก็กลายเป็น 50 ห้อง ชิลๆ
จนถึงยุคนี้ ยังเลียนแบบลูกเล่นผมอยู่ไม่เสื่อมคลาย ไหนๆ มันก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะเอาอะไรถูก ผิดแต่จ่าย ดีกว่าถูกแล้วไม่จ่าย มันเปิดอาบอบนวดได้ซะที่ไหนล่ะ หากท่านพี่ไม่พยักหน้า?
ส่วนกฎระเบียบควบคุมอาบอบนวดก็เข้มงวดกวดขันเสียเหลือเกิน ดูเอาจริงเอาจัง แต่ยิ่งทำเหมือนยิ่งยุ สนุกไปอีกแบบ เช่น ต้องมีเจาะช่องกระจก ขนาด สูง 5 ซม. ยาว 20 ซม. ที่ประตูห้องนวดทุกห้อง เพื่อให้มองเห็นกิจกรรมภายในว่าไม่ไปแก้ผ้าเล่นท่าเสี่ยงปีนป่ายกันเกินเหตุเวลาไปตรวจ (คนคิดกฎนี้ช่างใจดำเหลือเกิน)
คนเคยไปอาบอบนวดทุกที่ที่ถูกกฎหมายคงรู้ว่า แม่บ้านเอากระดาษปิดกันที่กระจกหมด หาได้สอดส่องมองเห็นทะลุได้ หมอนวดกับแขกจะเล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะกัน ใช่ธุระคนอื่นไปยืนดูเสียที่ไหน? ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย
แล้วที่มีกฎระเบียบบอกว่า “ห้ามประตูห้องนวดปิดล็อค” เพื่อจะได้เข้าไปดูได้ว่ามีการเล่นกายกรรมหรือโยคะท่ายากกันหรือไม่? ก็ใส่ลูกบิดล็อคแต่ไม่มีกลอน แล้วอ้างว่า “ลูกบิดที่ไหนมันจะขายแบบไม่มีตัวล็อคครับท่าน? แต่ที่นี่ไม่มีกลอน ไม่มีกุญแจล็อคเสียหน่อย เคาะก็เปิด”
แต่ถึงเวลาจริง ต่อให้เขย่าให้โลกแตกก็หาใครไปเปิด ก็คนกำลังจะเสร็จใครจะเดินไปเปิดไหว? คนคิดออกกฎหมายนี่ก็เหลือเกิน จะหาวิธีป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้มีการค้าประเวณี ถึงขนาดห้ามโน่นห้ามนี่ทุกอย่าง ทั้งช่องกระจกไว้ตรวจ ประตูไว้เปิดดูได้
แต่ที่ไม่ยอมคิด หรือแกล้งๆ ทำเป็นไม่รับรู้คือ ยอมให้ทั้งหมอนวดและแขกแก้ผ้าลงแช่น้ำด้วยกัน สยิวกิ้วขนาดนี้ดันไม่มีกฎระเบียบห้าม
ผมเคยคิดศึกษาตอนทำธุรกิจอาบอบนวดแรกๆว่า ห้ามพระไม่ให้สึก ห้ามผู้หญิงตั้งท้องไม่ให้คลอด ห้ามชายหญิงไม่ให้มีอะไรกันตอนแก้ผ้า เรื่องหลังนี่มันยากสุดๆ เลยนะครับ
แถมที่ว่า “ห้ามค้าประเวณี” ติดเอาไว้ทั่วห้อง และพื้นที่ส่วนกลาง ก็ติดไปพรรค์นั้นเอง น่าจะกลับกันเสียด้วยซ้ำว่าเป็น “สถานที่ค้าประเวณีถูกต้องตามกฎหมาย” มันถึงจะถูกต้องตรงไปตรงมา ไม่ต้องมือถือสาก ปากถือศีลให้ช้ำใจ
เพราะเวลาต่อสู้ทางกฎหมาย หลักฐานที่ตำรวจเอาผิด คือ ปลอมตัวเป็นแขกมาล่อซื้อ บันทึกหมายเลขธนบัตรที่ให้ไว้เป็นหลักฐาน ถึงเวลาสืบพยานขึ้นโรงขึ้นศาล ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นแขกก็รับสารภาพกลางศาลว่า “เสร็จจริง” แต่ “จำใจเสร็จ” เพราะทำตามหน้าที่
เมียที่บ้านรู้คงได้เพ่นกระบาลผัว ทะเลาะกันแก้ตัวไม่ขึ้น หน้าที่นี้จึงค่อนข้างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่เหมือนกัน หากเมียรู้
แล้วที่เอาถุงยางพร้อมน้ำอสุจิบรรจุอยู่ภายในมาเป็นหลักฐาน หมอนวดสาวก็ให้การว่า “จำใจยอม” เพราะถูกเล้าโลมจนสติแตกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เงินที่ชายให้มาก็รับไว้ด้วยความเสน่หา ไม่ได้ค้าประเวณีนะคะ เขาให้มาด้วยความเต็มใจ ไม่ได้เอาอะไรไปจ่อบังคับ ให้เงินแล้วยังกอดกระซิบว่า จะมาหาใหม่
ที่สำคัญอยู่ในห้องกันสองต่อสอง หามีบุคคลอื่นใดอีก เลยไม่มีพยานมายืนยันว่าเอากันจริงแท้แน่นอน อาจจะแค่ถูๆ ไถๆ ก็ได้ เพราะท่านวดมันติดพัน จะไม่ถูกเนื้อต้องตัวกันได้ยังไงเล่า?
เรื่องพรรค์นี้ว่าตามกฎหมายจึงทำให้สลับซับซ้อนขึ้นมา ถกเถียงกันได้ ทั้งที่ความจริงรับรู้อยู่ในอก แต่ไม่ยอมรับกันเท่านั้น กฎหมายไทยจึงแค่ “ให้ชิมแต่ไม่ให้กิน ให้กินแต่ไม่ให้กลืน” เป็นเรื่องตลกร้ายเป็นอย่างยิ่ง
EP. หน้า จะเล่าเคล็ดลับชื่ออาบอบนวด ว่าเพราะอะไรถึงต้องตั้งชื่อสารพัน ไม่ว่า เจ้าพระยา สายฝน ฟลอริด้าไปจนถึงย่านเพชรบุรี ที่มีชื่อ เมรี บีวา ฮูหยิน ริเวียร่า ใครเคยผ่านไปในอดีตล้วนต้องเคยเห็นผ่านตา ไปยันของผมที่ขายไปนานนมเน ไม่ว่าวิคตอเรีย เอ็มมานูเอล ฮอนโนลูลู โคปาคาบาน่า บาร์บาร่า
ทุกที่เล่นของเอาไว้ ชายใดที่ก้าวเข้ามาล้วนเป็นต้องหลงไหลหัวปักหัวปำกันทั้งนั้น ขนาดที่ว่าวันนี้เดินออกจากสถานที่อโคจรอย่างอาบอบนวด ด่าเชียร์แขกมาม่าซังกันโฉมงโฉงเฉง ไม่พอใจหมอนวดแย่ห่วยแตก แต่พอวันรุ่งขึ้นเห็นกลับมาใหม่หน้ายิ้มระรื่น กะหลิ่มกะเหลี่ยเดินอารมณ์ดีกระเป๋าตุงเข้ามาอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลืมเรื่องเมื่อวานไปเสียฉิบ
นี่แหละน้า “อบายมุข” ใครได้ลิ้มลอง มันติดใจหลงใหลทุกวี่ทุกวัน ของแบบนี้ ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่!!