นายกรัฐมนตรี ปลดล็อกอนุญาตดื่มเหล้าในร้านอาหาร รวมถึงเปิดให้บริการสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และสถานบันเทิง รับเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้านนายกสมาคมภัตตาคารไทย รับนโยบาย ร้านอาหารพร้อมมาก ฝากถามเวลาเคอร์ฟิว

จากที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เรื่องการเปิดประเทศ ช่วงหนึ่งว่า จะพิจารณาอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ รวมถึงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และสถานบันเทิง เปิดให้บริการได้ ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว การพักผ่อนและบันเทิง

 

นายกฯ ระบุว่า “ผมรู้ว่าการตัดสินใจแบบนี้มีความเสี่ยง ที่เกือบจะแน่นอนเลยว่า เมื่อเราเริ่มต้นการผ่อนคลายต่างๆ จะทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เป็นการชั่วคราว ซึ่งเราต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินดูว่า เราจะรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร

 

เราต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ เพราะถ้าเราต้องเสียโอกาส ในช่วงเวลาทอง ของการทำมาหากินไปอีก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ผมคิดว่าประชาชนคงรับมือไม่ไหวอีกต่อไป

 

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเห็นว่า ในสองสามเดือน หรือสี่เดือนข้างหน้า มีสายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายมากๆ เกิดขึ้นอีก แน่นอนว่า เราก็ต้องจัดมาตรการที่เหมาะสมและพอเหมาะพอดี มาจัดการคุมสถานการณ์เอาไว้ให้ได้ เมื่อเรารู้ว่า ไวรัสนี้ได้ทำให้ทั่วทั้งโลกต้องตกใจมาแล้วหลายรอบ ดังนั้นเราต้องพร้อมรับมือ หากมันเกิดขึ้นอีก”

 

ด้าน “นางฐนิวรรณ กุลมงคล” นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีแถลงอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ ว่า

 

“ถึงเวลาที่ต้องเปิดประเทศ เพราะตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงไฮซีชั่น และนักท่องเที่ยวก็ทยอยเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว การประกาศออกมาชัดเจนทำให้นักท่องเที่ยวได้วางแผนถูกทั้งเรื่องการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก

ในส่วนของนักท่องเที่ยวไทยเองก็ได้แนวทางชัดเจน และการเปิดให้ดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ ทางร้านอาหารพร้อมอยู่แล้ว อยากเปิดกันวันนี้ พรุ่งนี้เลย แต่สิ่งที่เราอยากรู้ คือ เวลาเคอร์ฟิวจะยืดไปอีกไหม”

1 ธ.ค. ผับ บาร์ สถานบันเทิง นักดื่ม พร้อม!  ที่ผ่านมาเสียเวลาทำมาหากิน

ในส่วนของมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นายกสมาคมภัตตาคารไทย ให้ความเห็นว่า ไทยได้บทเรียนจากคลัสเตอร์ทองหล่อช่วงเดือน เม.ย. กับการปิดให้ประชาชนเดือนทางอย่างอิสระในเทศกาลสงกรานต์ ที่ผ่านมา  แต่ตอนนั้นวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศยังมีน้อย เมื่อเทียบกับตอนนี้ และตัวเลขที่น่าเป็นห่วงให้ความสำคัญ คือ ตัวเลขของผู้เสียชีวิต

 

“การฉีดวัคซีนของพนักงานกิจการร้านอาหารที่อยู่ในระบบ ได้รับเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีที่เราเรียกว่า  ขยะใต้พรม แรงงานที่ผิดกฎหมายในบ้านเรา ซึ่งส่วนนี้อยู่เหนือการดูแล เพราะร้านอาหารที่มีประวัคซีนมาจากกระทรวงสาธาณสุข

 

ตอนนี้ยังมีตกค้างเข็ม 3  ในส่วนของ 2 เข็ม คือ เอสตร้าเซนเนก้า+เอสตร้าเซนเนก้า ฉีดไปแล้ว 37,000 คน และ ซิโนแวค+ซิโนแวค+เอสตร้าเซนเนก้า อีก 63,000 คน ซึ่งกว่า 50% ในยอดนี้มีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับวัคซีนด้วย”

 

1 ธ.ค. ผับ บาร์ สถานบันเทิง นักดื่ม พร้อม!  ที่ผ่านมาเสียเวลาทำมาหากิน

 

แนะรัฐหามาตรการร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อหาจุดตรงกลาง ป้องกันการระบาดระลอกใหม่ ในส่วนของร้านอาหาร ต้องมี COVID Free Setting ซึ่งหมายถึงทุกคนต้องฉีดวัคซีนทั้งผู้ให้บริการและลูกค้า รวมถึงสถานที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค ในส่วนนี้ หากคนไม่ได้ฉีดวัคซีน แต่มีผลตรวจ ATK ได้ไหม เพราะตอนนี้คนที่ฉีดวัคซีนก็มีโอกาสติดเชื้อโควิดได้อีก

 

“ทางร้านต้องลงทุนในเรื่องของการตรวจ ATK และถ้าหาซื้อชุดละ 40 บาทได้จริงเป็นการลงทุนที่คุ้ม  เพราะถ้าไม่ลงทุนแต่มีคนติดมา ต้องปิดร้านไป 1-2 วัน สูญเสียรายได้มากกว่านี้อีก และยังเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า กว่าจะมั่นใจกลับมาใหม่ก็ต้องใช้เวลา ตอนนี้ก็ต้องรอมาตรการออกมาก่อน”