ประโยคเปรียบเทียบที่ว่า "You are what you eat" คุณกินอะไรเข้าไปคุณก็เป็นแบบนั้น มันยังไม่ตอบโจทย์ที่ว่าแล้วคนที่กินบิสกิตทั้งแพ็คเป็นอาหารทุกเช้า ก้าวขึ้นไปเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของโลกได้อย่างไร

ปกติอาหารของคนร่ำรวยและมีชื่อเสียงมักเป็นเมนูหรูสุดเอื้อม แต่กลับเป็นข้อยกเว้นสำหรับนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค "ซิลิคอน แวลลีย์" เหล่าอภิมหาเศรษฐีที่ก่อร้างสร้างตัวจากที่นี่ ใช้ชีวิตแตกต่างจากเศรษฐีทั่วไป พวกเขายึดคติที่ว่า "คุณไม่จำเป็นต้องใช้ส้อมเงินเพื่อกินอาหารดีๆ" แต่การจะหาเคล็ดลับที่เป็นสูตรสำเร็จของคนเหล่านี้ ก็ไม่ควรจะไปหาตามตู้กับข้าว หรือ ตู้เย็น เพราะจะพบว่าสิ่งพวกที่เขากินไม่ได้นำพาความร่ำรวย ความสำเร็จ หรือช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น 

 

You are what you eat อาหารจานโปรดเหล่ามหาเศรษฐี

 

อาหารเช้าของ "เจฟฟ์ เบซอส" อภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ผู้ก่อตั้งและ CEO แห่งอาณาจักร "Amazon" ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ยักษ์ใหญ่ของโลก คือ ปลาหมึก, อีกัวน่าย่าง, และบิสกิตของ Whole Foods เขาเคยยอมรับในการให้สัมภาษณ์เมื่อทศวรรษที่ 1990 ว่าเขามีนิสัยการกินที่ไม่ดีนัก เคยกินบิสกิตทั้งห่อเป็นอาหารเช้าทุกเช้า แม้กระทั่งแต่งงานแล้วเขาก็ยังกินบิสกิตแบบกระป๋องของ Pillsbury เป็นอาหารเช้าวันละ 1 กระป๋อง ก็แค่เอาเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 375 จากนั้นเอาเนยทา แม้จะกินแบบนั้นก็ยังผอมเพรียวเหมือนรางรถไฟ ในที่สุดภรรยาที่เฝ้าดูเขามา 3 เดือน ก็ถามว่า "คุณรู้ไหมว่ามีอะไรอยู่ในนั้น" เมื่อปี 2553 เบซอสเข้าร่วมการประชุมกับบรรดานักธุรกิจด้านไอทีแถวหน้าของวงการ อาหารเช้าของเขาคือ ปลาหมึกเมดิเตอร์เรเนียน, เบคอน, โยเกิร์ตกระเทียมเขียวและไข่ลวก ส่วนที่งานดินเนอร์ชุมนุมเหล่ามหาเศรษฐี "Explorers Club" เบซอส สร้างความฮือฮาด้วยการกิน "อีกัวน่าย่าง" แต่ยังมีอาหารจานแปลกที่หลากหลายในเมนู เช่น งูเหลือม, แมงมุมทารันทูล่า และแมลงสาบ อาหารเหล่านี้ ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อปลุกจิตสำนึกเรื่อง "สายพันธุ์ที่รุกราน" หรือ สัตว์สายพันธุ์ที่คุกคามระบบนิเวศ 

แม็คเคนซี่ อดีตภรรยาของเขาใช้ความพยายามอยู่หลายปี เพื่อให้ เบซอส เลิกกินบิสกิตกับอีกัวนา และสั่งอาหารออแกนิคจากซูเปอร์มาร์เก็ต Whole Foods กับอะโวคาโดย่างและสมู้ธตี้ พอหย่ากันเขาก็หันไปกินแบบเดิมๆ ที่เริ่มต้นจากการสั่งซื้อเครื่องทำไอศกรีมแบบไม่สิ้นสุด 

 

ภาพ : FB / MARK ZUCKERBERG


ส่วนของโปรดของมหาเศรษฐีคนอื่น เช่น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Facebook  ประกาศเมื่อ 2554 ว่า เขาตัดสินใจที่จะกินแต่เนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าด้วยมือของเขาเอง หรือไม่ก็กินมังสวิรัตไปเลย แต่คืนหนึ่งเขาเชิญ "แจ็ค ดอร์ซีย์" CEO ของ Twitter ไปดินเนอร์ และเขาก็เสิร์ฟเนื้อแพะที่เขาฆ่าด้วยปืนเลเซอร์และมีด ซึ่ง ดอร์ซีย์ ให้สัมภาษณ์ Rolling Stone ว่า ซัคเคอร์เบิร์ก มีแพะ 6 ตัว ซึ่งเขาถาม ซัคเคอร์เบิร์ก ว่า "เราจะกินแพะที่คุณฆ่าหรือ" ซัคเคอร์เบิร์ก ตอบว่า "ใช่" เขาก็เลยถามต่อว่าคุณเคยกินแพะมาก่อนหรือ ซัคเคอร์เบิร์ก ก็ตอบว่า  "ใช่ ผมชอบ" ส่วนเครื่องเคียงก็มีสลัด แล้วก็บอกให้รอเนื้อแพะประมาณ 30 นาที แต่เมื่อเอามาเสิร์ฟมันยังเย็นอยู่ ซึ่ง ดอร์ซีย์ บอกว่าจำไม่มีวันลืมและวันนั้นเขากินแค่สลัด 

 

วันเวลาแห่งการฆ่าแพะกินของ ซัคเคอร์เบิร์ก อาจไม่มีอยู่แล้ว เพราะเขาเพิ่งแชร์รูปแพะของเขาที่ตั้งชื่อว่า "Bitcoin" ส่วนเรื่องอาหารนั้นเขาเพิ่งสารภาพว่า "งานยุ่งจนลืมกิน"

ภาพ : Reuters

 

ส่วนมหาเศรษฐีเจ้าของฉายาเจ้าพ่อนวัตกรรมเปลี่ยนโลก "อีลอน มัสก์" CEO ของ Tesla และ SpaceX ที่มีคนอยากรู้ความเป็นไปในชีวิตประจำวันมากที่สุด และเขาเพิ่งเปิดเผยว่าแบ่งเวลาแต่ละวันออกเป็นช่วงๆ ช่วงละ 5 นาที ไม่รับโทรศัพท์ และนอนให้ได้ 6 ชั่วโมงต่อคืน เขาใช้คำว่า "สูด" เอาอาหารส่วนใหญ่เข้าท้องภายใน 5 นาที ปกติจะเป็นช่วงประชุม และยอมรับในหนังสือเมื่อปี 2558 ว่า "ถ้ามีหนทางที่ผมไม่ต้องกินและทำงานได้มากขึ้น ผมก็จะไม่กิน" อีลอนไม่กินอาหารเช้า เขาให้สัมภาษณ์ "Business Insider" ว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่แคนาดา เขาตั้งงบไว้ 1 ดอลลาร์แคนาดาสำหรับค่าอาหาร ส่วนใหญ่กินฮอทด็อก ส้ม พริกหยวกเขียว และพาสต้า แต่ขอไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ตอนนี้ยิ่งหนักเขาไปอีกเพราะแค่อยากกินอาหารรสชาติดี มีชีวิตไม่ยืนยาว และไม่ต้องออกกำลังกายเลย...ถ้าทำได้