พ.อ.เศรษฐพงค์ ระบุถึงเหตุผลในการใช้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 เพื่อออกใบอนุญาตแก่ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) แทนที่จะเป็น พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ว่า เนื่องจากมีการตีความว่า กสทช.ไม่สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.กสทช.ปี 2553 เพื่อจัดประมูลคลื่นความถี่ในอวกาศ และจัดประมูลวงโคจรดาวเทียมได้ เพราะอาจเป็นการขยายอำนาจตัวเอง รวมทั้งเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 ก็เพื่อเป็นการยกเลิกการผูกขาดในกิจการโทรคมนาคมโดยรัฐในอดีต ทำให้เอกชนมีสิทธิขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมได้
“กทค.อนุญาตให้ บมจ.ไทยคม ให้บริการโครงข่ายผ่านดาวเทียม เป็นใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 ไม่ใช่การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เหมือนคลื่น 3G 4G หรือ 5G ย่านต่างๆ ที่เข้ามาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.กสทช. ซึ่งต้องใช้วิธีการประมูลเพื่อออกใบอนุญาต” พ.อ.เศรษฐพงค์ ระบุ
พ.อ.เศรษฐพงค์ ยังได้กล่าวถึงประเด็นที่มีการเชื่อมโยงว่าเป็นวงโคจรดาวเทียมเป็นเรื่องความมั่นคง และอธิปไตยของชาติว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่า ตามธรรมนูญของ ITU ระบุว่า วงโคจรดาวเทียมและความถี่ในอวกาศเป็นทรัพยากรร่วมของมนุษยชาติ ไม่ได้อยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐใดรัฐหนึ่ง ประเทศไทยมีสิทธิในตำแหน่งวงโคจร 120 องศาตะวันออก รวมทั้งตำแหน่งวงโคจรอื่นๆ ตามการจัดสรรของ ITU เท่านั้น ไม่ได้ถือสิทธิความเป็นเจ้าของแต่อย่างใด ดังนั้นเรื่องใบอนุญาติประกอบกิจการดาวเทียม จึงเป็นคนละเรื่องกับการรักษาอธิปไตยของชาติ
“กรณีที่สัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมสิ้นสุดในวันที่ 10 ก.ย.64 นี้นั้น เป็นสัญญาสัมปทานอายุ 30 ปี ที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2534 โดยกระทรวงคมนาคมที่ดูแลกิจการโทรคมนาคมในตอนนั้น หลังสิ้นสุดสัญญาที่ต้องมีการส่งมอบสินทรัพย์ต่างๆนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงดีอีเอส ส่วน กสทช.ดูแลเฉพาะสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรเท่านั้น” พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว