นายกรัฐมนตรีอารีแยล อองรี ของเฮติ สั่งปลดหัวหน้าอัยการ ที่เตรียมตั้งข้อหากับเขาฐานมีส่วนพัวพันการลอบสังหารประธานาธิบดีโฌเวแนล โมอิสเมื่อเดือน ก.ค. ทำให้ประเทศถลำเข้าสู่วิกฤตการเมืองครั้งใหม่

เมื่อวันอังคารนายเบดฟอร์ด โคลด หัวหน้าอัยการยื่นหนังสือต่อผู้พิพากษาที่สอบสวนคดีฆาตกรรมประธานาธิบดีโฌเวแนล โมอิส ซึ่งถูกกลุ่มมือปืนบุกยิงถึงบ้านพักในกรุงปอร์โตแปรงซ์เมื่อวันที่ 7 ก.ค. เพื่อขอให้ตั้งข้อหากับนายกรัฐมนตรีอารีแยล อองรีในฐานะผู้ต้องสงสัย และยังแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอให้ห้ามนายอองรีเดินทางออกนอกประเทศเนื่องจากมีข้อสงสัยที่มีน้ำหนักว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหัวหน้าอัยการ เปิดเผยว่า มีหลักฐานบันทึกการโทรศัพท์ที่แสดงว่า นายอองรีพูดคุยถึงสองครั้งกับชายที่เชื่อว่าเป็นผู้บงการการฆาตกรรมเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ และชายคนนี้ ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม อยู่ระหว่างการหลบหนี แต่นายอองรีไม่ยอมเข้าพบอัยการที่ต้องการสอบถามเรื่องบันทึกการโทรศัพท์ และปฏิเสธข้อกล่าวหาอีกด้วย

 

นายกรัฐมนตรีอารีแยล อองรี

ต่อมานายอองรีมีหนังสือคำสั่งแจ้งนายโคลดเมื่อวันจันทร์ว่า เขาสั่งปลดนายโคลดพ้นตำแหน่งด้วยเหตุผลเรื่องความผิดพลาดทางราชการร้ายแรง แต่ไม่ระบุรายละเอียด และยังมีหนังสืออีกฉบับในวันรุ่งขึ้นแต่งตั้ง ฟรองตซ์ หลุยส์ จัสต์ เป็นหัวหน้าอัยการคนใหม่

 

แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า คำสั่งปลดนี้จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า อัยการจะได้รับการแต่งตั้งหรือถูกปลดโดยคำสั่งของประธานาธิบดี ซึ่งตำแหน่งนี้ยังว่างอยู่

 

นักวิเคราะห์มองว่า การดำเนินคดีกับนายอองรีจะทำให้วิกฤตการเมืองในเฮติเลวร้ายลงอีกในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะสูญญากาศ และส่งผลกระทบต่อความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อช่วยฟื้นฟูเฮติจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงเมื่อเดือนที่แล้ว

 

นายกฯเฮติปลดอัยการ สกัดตั้งข้อหาพัวพันฆ่าปธน.

 

จนถึงขณะนี้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีลอบสังหารได้รวม 44 คน ซึ่งรวมถึงอดีตทหารโคลอมเบีย 18 นายและชาวอเมริกันเชื้อสายเฮติอีก 3 คน และกำลังตามล่าตัวอดีตเจ้าหน้าที่ยุติธรรมเฮติ 1 และอดีตวุฒิสมาชิกเฮติ 1 คน

 

นายอองรี ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงสองสัปดาห์หลังเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี เผยเมื่อวันเสาร์ว่า บรรดาพรรคการเมืองใหญ่เห็นชอบร่วมกันว่าจะจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อบริหารประเทศจนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปีหน้า