หนึ่งในกิจการที่ถูกสั่งปิดทุกครั้ง คือร้านนวดสปา และทุกครั้งที่ถูกสั่งปิดภาครัฐไม่ได้มีมาตรการเยียวยาหรือชดเชยแต่อย่างใด ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่างๆแม้จะไม่มีรายได้เข้าร้าน

เจ้าของร้าน PREME SPA ณรงฤทธ ไพศาลวิภัชพงศ์ บอกว่า การแพร่ระบาดของโควิด 19 ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างมากจากเดิมมี 2 สาขา ต้องปิดไป 1 สาขา เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเป็นลูกค้าหลัก ซึ่งโดยปกติจะมีลูกค้าเฉลี่ย 30-40 คนต่อวัน หรือหลักพันต่อเดือน

ปัจจุบันแม้ภาครัฐจะอนุญาตให้เปิดบริการนวดเท้าได้ แต่ก็ไม่ตอบโจทย์ความต้องการมากนัก ทำให้จำนวนผู้ใช้บริการเหลือเพียง 20-30 คนต่อสัปดาห์เท่านั้น ทั้งที่การนวดตัวกับนวดเท้าจะใช้เวลาไม่ต่างกัน และลูกค้ากับผู้ให้บริการต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

ร้านสปาโอดไร้ เยียวยา หลังถูกสั่งปิด
 

แนวทางปรับตัวที่ผู้ประกอบการนำมาใช้เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดต่อไป เช่น การขายวอชเชอร์ล่วงหน้าแบบไม่มีวันหมดอายุ เพื่อให้มีกระแสเงินสดมาเสริมสภาพคล่อง รวมทั้งขายผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆผ่านช่องทางออนไลน์ จัดโปรโมชั่น 1 แถม 1 เพื่อจูงใจลูกค้าที่กำลังซื้อลดลง

ส่วนเรื่องที่อยากขอให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน มาตรการพักหนี้ พักดอกเบี้ย โดยพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพราะที่ผ่านมาธนาคารให้พักชำระหนี้ แต่ยังคำนวณดอกเบี้ยทุกวัน รวมถึงมาตรการลดภาษี ค่าน้ำค่าไฟ และที่สำคัญที่สุดคือการเร่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้ประชาชนทุกกลุ่มอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง รวมถึงชุดตรวจ ATK ต้องเข้าถึงได้ง่ายและมีจำนวนมากพอ 

ณรงฤทธ ยังย้ำว่าอยากให้รัฐบาลคิดให้รอบคอบมากกว่านี้ก่อนตัดสินใจออกมาตรการต่างๆ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริงในแต่ละส่วนมีส่วนร่วม เพื่อจะได้แก้ปัญหาอย่างตรงจุดไม่สวนทางกับความเป็นจริง