คนส่วนใหญ่ที่เอาชีวิตรอดมาได้จากเหตุการณ์ในวันนั้น ยังคงจดจำได้อย่างแม่ยำว่าพวกเขาทำอะไรอยู่กันบ้าง เช่นเดียวกับผู้คนอีกหลายล้านจากทั่วทุกมุมโลก ที่เป็นสักขีพยานการโจมตีของสลัดอากาศ "อัล-ไกดา" จำนวน 19 คน ที่จี้เครื่องบินพาณิชย์ 4 ลำไปถล่ม "สัญลักษณ์สำคัญ" ของ นิวยอร์กและ วอชิงตัน ดีซี และเป็นการโจมตีที่คร่าชีวิตผู้คนในช่วงเวลาสันติ บนแผ่นดินอเมริกาได้มากที่สุดในคราวเดียว จากการที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน ที่กลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามบน 2 แผ่นดิน คือ อิรัก และ อัฟกานิสถาน และผลสะท้อนในวันนั้นก็ยังรู้สึกได้ในวันนี้
ไทม์ไลน์ของวินาศกรรมถูกหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1993 เมื่อ World Trade Center ตกเป็นเป้าครั้งแรก มีผู้เสียชีวิต 6 คน จากเหตุรถบรรทุกระเบิดใต้ตึก "north tower" แต่ครั้งนั้นตัวตึกไม่ถล่ม ต่อมาวันที่ 11 กันยายน ปี 1994 มีการวางระเบิดเครื่องบินโดยสารของฟิลิปปินส์ ในเที่ยวบินไปโตเกียว โดยฝีมือของ "แรมซี ยูเซฟ" มีผู้เสียชีวิตคนเดียว แต่แผนการที่ใหญ่กว่าคือการวางระเบิดเครื่องบิน 11 ลำ และบังคับให้ไปตกที่สำนักงานใหญ่ของ CIA ถูกสะกัดไว้ได้ทันท่วงที แต่ผู้ก่อการร้ายก็ยังไม่ละความพยายาม โดยวันที่ 15 มกราคม ปี 2000 ชาวซาอุดิอาระเบีย 2 คน คือ นาวาฟ อัล-ฮัซมี กับ คาลิด อัล-มิห์ดาร์ สมาชิกกลุ่ม "Hamburg Cell" ที่ถูกคัดเลือกโดย โอซามา บิน-ลาเดน ผู้นำอัล-ไกดา เดินทางถึงสหรัฐฯเพื่อรอคนอื่นๆ ที่เดินทางไปสมทบในอีกไม่กี่เดือนต่อมา... วันที่ 22 เดือนมีนาคม โมฮัมหมัด อัตตา ชาวอิยิปต์ ที่ถูกระบุในเวลาต่อมาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายวินาศกรรม ได้ส่งอีเมลถึงโรงเรียนการบินเพื่อสอบถามเกี่ยวกับ "โปรแกรมการฝึกอบรมที่เข้มข้น" ก่อนได้รับใบอนุญาตนักบิน