นครเวนิสของอิตาลีมีสัญญาณการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวถึงขนาดนักท่องเที่ยวล้น จนเตรียมเก็บค่าชมเมืองและกำหนดให้จองล่วงหน้า

นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่ตามท้องถนนใน เวนิส ตื่นตาตื่นใจไปกับ จัตุรัสเซนต์มาร์ค เพลิดเพลินไปกับการนั่ง เรือกอนโดลา ขณะที่ผู้คนถ่ายรูปจาก สะพานริอัลโต อันเก่าแก่ที่ทอดข้าม "Grand Canal"  และซื้อหน้ากากคาร์นิวัลแบบดั้งเดิมจากแผงขายของที่ระลึกริมถนน 

 

ภาพ : Reuters

 

แต่จากห้องควบคุมภายในสำนักงานตำรวจเวนิส Big Brother กำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่เพื่อต่อสู้กับการท่องเที่ยวที่มากเกินไป เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าติดตามทุกคนที่เข้ามาใน เมืองลากูน แห่งนี้ด้วยกล้องวงจรปิด 468 ตัว เซ็นเซอร์ระบบออปติคัลและซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ พวกเขาสามารถแยกแยะผู้อยู่อาศัยจากผู้มาเยี่ยมเยียน แยกชาวอิตาลีจากชาวต่างชาติว่าคนเหล่านี้มาจากที่ไหน และพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนและเคลื่อนที่ไปเร็วแค่ไหน

 

ทุก ๆ 15 นาที ระบบจะให้ภาพรวมว่ามีคนกี่คนอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของเมือง ควบคู่ไปกับจำนวน กอนโดลา ที่แล่นบนลำคลอง และเรื่องที่ว่าพวกมันปฏิบัติตามขีดจำกัดด้านความเร็วหรือไม่ และระดับน้ำขึ้นสู่ระดับที่อันตรายหรือไม่

 

ภาพ : Reuters

ตอนนี้หนึ่งเดือนหลังจากที่เรือสำราญถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามาในเมือง เจ้าหน้าที่เมืองกำลังเตรียมที่จะขอร้องให้นักท่องเที่ยวจองการเข้ามาเยี่ยมชมเมืองล่วงหน้าในแอป รวมทั้งเรียกเก็บเงินนักท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับระหว่าง 3-10 ยูโร เพื่อการเข้ามาในเมือง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของปี

 

ประตูหมุนที่เหมือนกับที่สนามบินกำลังถูกทดสอบเพื่อควบคุมการไหลเข้ามาของผู้คน และหากจำนวนดังกล่าวล้นหลาม พวกเขาก็จะปิดเมืองไม่ให้ผู้คนมาเยี่ยมชม

 

"นี่เป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินการนี้ในโลก" นายกเทศมนตรีเมืองเวนิส ลุยจิ บรุกนาโร บอกกับนักข่าวต่างประเทศในขณะที่เขานำเสนอความคิดริเริ่มนี้เมื่อวันอาทิตย์ (5 กันยายน)

 

“เรากำลังพูดถึงการทดลองที่ตั้งใจจะนำมาใช้จริง เราเปิดรับคำติชมหรือข้อเสนอแนะใด ๆ เราไม่ดื้อรั้นหรือเย่อหยิ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็แน่นอนว่าเราจะเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะในเมืองนี้เป็นพลเมืองที่ยังคงต้องรับผิดชอบมันอยู่” เขาเสริมว่าเขาคาดหวังว่าจะมีการฟ้องร้องและการประท้วง

 

เขาบอกว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าแค่ไหนถึงจะเรียกว่ามีคนมากเกินไป และยังไม่มีกำหนดเวลาว่ากฎใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ แต่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ระหว่างช่วงฤดูร้อนหน้าจนถึงปี 2566 ขึ้นอยู่กับว่าการระบาดของโควิด-19 จะเป็นอย่างไร

 

ภาพ : Reuters

 

 

ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างก็มีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับแผนใหม่ โดยบางคนกล่าวหาว่าทางการพยายามสูบเงินจากนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น และเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นสวนสนุก แต่ สเตฟาโน แวร์รัตติ วัย 50 ปี ซึ่งขายเครื่องแก้วมูราโนใกล้กับสถานีรถไฟ สนับสนุนแนวคิดเรื่องการลดจำนวนนักท่องเที่ยวเแบบเช้าไปเย็นกลับ

"ผมอยู่ที่นี่มา 30 ปีแล้ว และมันเคยแตกต่างออกไปมาก แต่ก่อนเวนิสมันโรแมนติกจริง ๆ ตอนนี้มีแต่คนรีบซื้อเคบับ ถ่ายเซลฟี่บนสะพานริอัลโต แล้วก็รีบวิ่งขึ้นรถไฟ ผมไม่รู้ว่านี่เป็นการมาชื่นชมเมืองจริง ๆ หรือเปล่า"

 

นักท่องเที่ยวที่เพลิดเพลินไปกับวันในฤดูร้อนในเมืองบอกว่าพวกเขาเข้าใจว่าเวนิสจะได้รับประโยชน์จากความแออัดยัดเยียดที่น้อยลง แต่ก็ไม่เชื่อว่าค่าธรรมเนียมเป็นวิธีที่ถูกต้องในการควบคุม

"ผมรู้ดีว่ามีชาวเวนิสบางคนบ่นเพราะมีคนมาเที่ยวเมืองมากเกินไป แต่เมืองนี้อยู่ได้ ก็ต้องขอบคุณนักท่องเที่ยวด้วย ดังนั้น บางทีอาจมีคนมากเกินไปบ้างในบางครั้ง แต่พวกเขาก็ควรหาวิธีอื่น" 

โอลิเวอร์ คลินคาร์ท จากเยอรมนีบอก และ มาร์ค ไชเบอร์ ชาวเยอรมันกล่าวว่า

 

"ผมคิดว่าเมืองนี้ควรจะเป็นอิสระสำหรับทุกคน และรู้สึกว่ามันนำน้ำเสียงที่ผิด ๆ มาให้ผม เมื่อได้ยินว่าผมต้องเสียค่าเข้าเพียงเพื่อมาดูอาคารตามท้องถนน มันอาจเป็นวิธีใหม่ในการสร้างรายได้ และผมก็ไม่ต้องการให้มันเป็นแบบอย่างสำหรับเมืองอื่น ๆ ในการหาเงินจากนักท่องเที่ยวมากขึ้น ดังนั้นผมจึงคิดว่ามันเป็นปัญหาเล็กน้อยสำหรับรสนิยมของผม" 

 

โครงการนี้ได้รับการพิจารณาครั้งแรกในปี 2652 แต่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากโรค โควิด-19 โดยในช่วงปิดเมืองเมื่อปีที่แล้ว ชาวเวนิสต่างก็ตื่นตะลึงกับตรอกซอกซอยแคบ ๆ ของเมืองนี้ เมื่อมันไม่มีผู้มาเยี่ยมเยียน น้ำใน ลากูน ก็ใสอย่างมากเพราะไม่มีเรือยนต์ แต่เมื่อนักท่องเที่ยวกลับมาเต็ม จัตุรัสเซนต์มาร์ค ในช่วงฤดูร้อนนี้ เจ้าหน้าที่บอกว่า เวนิส ไม่สามารถที่จะเอาชีวิตรอดได้ หากปล่อยจำนวนนักท่องเที่ยวโดยไม่มีการควบคุม 

ก่อนการระบาดใหญ่ ผู้คนประมาณ 193,000 คน แออัดกันอยู่ในศูนย์กลางเก่าของ เวนิส ช่วงวันเสาร์ ระหว่างเทศกาลคาร์นิวัลปี 2562  ส่วนวันที่ 4 ส.ค. ปีนี้ มีประมาณ 148,000 ราย ซึ่งความแตกต่างส่วนใหญ่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนจากสหรัฐอเมริกาและเอเชียยังไม่เดินทางกลับมายังยุโรป

มาร์โก เบตตินี ผู้อำนวยการทั่วไปของ Venis บริษัทมัลติมีเดียและเทคโนโลยี ที่สร้างระบบการควบคุมนักท่องเที่ยวบอกว่า

"มันมีข้อจำกัดทางกายภาพของเรื่องจำนวนคนที่สามารถอยู่ในเมืองได้ในเวลาเดียวกัน เราไม่ต้องการทิ้งใครไว้ข้างหลัง หรือห้ามไม่ให้ผู้คนมาเวนิส เราต้องการให้ผู้คนจองล่วงหน้า บอกเราว่าพวกเขาต้องการไปที่ไหน พวกเขาต้องการเยี่ยมชมอะไร เพื่อจะได้ให้บริการที่มีคุณภาพดีขึ้น"

 

ขณะที่นายกเทศมนตรีปัดความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยบอกว่าข้อมูลไม่ได้ระบุตัวผู้เยี่ยมชม แต่ข้อความของเขาชัดเจนด้วยการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวที่มา เวนิส เขาต้องการให้นักเดินทางปฏิบัติตนให้ดีด้วย ชาวเมือง ญาติ นักศึกษา และผู้ที่เดินทางมาทำงานที่ เวนิส รวมถึงเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี จะได้รับการยกเว้นจากภาษีนักท่องเที่ยว ซึ่งทางการเรียกว่า "การมีส่วนร่วมในการเข้าถึง"

ผู้มาเยือนที่เข้ามาพักอย่างน้อย 1 คืนในโรงแรมใน เวนิส ก็ไม่ต้องจ่าย เนื่องจากพวกเขาจะถูกเรียกเก็บภาษีค้างคืนที่เมืองเรียกเก็บอยู่แล้ว แต่ถึงแม้จะให้ความมั่นใจแล้ว ชาวเวนิสบางคนก็กังวลว่าข้อจำกัดใหม่จะทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเมือง

"นี่มันไม่ใช่เมืองที่มีการท่องเที่ยว 365 วันต่อปีอีกต่อไปแล้ว มันมีข้อจำกัดมากมายเกินไป  มีการ 'หยุด' มากเกินไป และถ้าเรายังเพิ่มการจำกัดจำนวนด้วย ฉันมั่นใจว่าเมืองนี้จะต้องตายในเชิงการท่องเที่ยว" 

 

 

ภาพ : Reuters