ทั้งนี้ มีการประเมินว่า ในปี 2564 มูลค่าของตลาดอุตสาหกรรมพลาสติกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.1 และการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.7 สำหรับเม็ดพลาสติกชีวภาพที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดคือ เม็ดพลาสติกชนิดพอลิแลคติคแอซิด (PLA) โดยคาดว่า การส่งออก PLA จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.6 ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยเม็ดพลาสติกชีวภาพชนิด PLA มีการนำไปผลิตเป็นสินค้าประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่น แก้วน้ำ หลอด ช้อน ส้อม และในต่างประเทศมีการนำไปผลิตก้นกรองบุหรี่ เป็นต้น
สำหรับแนวโน้มตลาดของผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพของโลก พบว่า มีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์อ่อนตัว (Flexible packaging) 555,000 ตัน บรรจุภัณฑ์แบบคงรูป (Rigid packaging) 443,000 ตัน สินค้าโภคภัณฑ์ 258,500 ตัน สิ่งทอ 241,000 ตัน ภาคเกษตร 163,500 ตัน ยานยนต์และขนส่ง 121,000 ตัน อาคารและก่อสร้าง 85,500 ตัน ผลิตภัณฑ์เคลือบพื้นผิวและสารเติมแต่ง 74,500 ตัน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 67,500 ตัน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกประมาณ 101,000 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จากฐานข้อมูล Mintel พบว่า มีการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2561 โดยในปี 2563 ขยายตัวจากปี 2562 ร้อยละ 28.75 ส่วนใหญ่พบในบรรจุภัณฑ์สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ประเภทเบเกอรี่ อาหารทานเล่น อาหารเช้าประเภทซีเรียล เครื่องปรุงและซอส และของหวานและไอศกรีม ตามลำดับ โดยผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม เครื่องปรุงและซอส ของหวานและไอศกรีม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายตัวสูงสุด
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลตลาดพลาสติกชีวภาพ โดย Allied Market Research ระบุว่า ตลาดพลาสติกชีวภาพในปี 2560 มีมูลค่า 21,126.31 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 68,577.25 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2567 คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 18.8 ต่อปี และรายงานของ Euromonitor ในปี 2560 พบว่า ประชาชนในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนี จํานวนร้อยละ 75 จ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ จึงถือเป็นโอกาสของไทยที่จะต่อยอด โดยนำพลาสติกชีวภาพมาเป็นส่วนประกอบในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและการส่งออกอยู่เดิม เช่น กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป สิ่งทอ และยานยนต์