ด้านนางกาญจนา ศรีคัดเค้า หรือปู เจ้าของสูตร “ปูข้าวจี่มูน” กล่าวว่า สาเหตุที่ทำข้าวจี่มูนขายเป็นอาชีพหลักนั้น เนื่องจากชอบทำข้าวจี่หรือปิ้งข้าวจี่มาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ซึ่งจะทำกันในฤดูหนาว โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ ซึ่งจะนำข้าวเหนียวใหม่ ที่นึ่งสุกใหม่ๆ มีกลิ่นหอม มาปั้นเป็นก้อนแล้วจี่ไฟ ขณะนั่งล้อมวงผิงไฟเพื่อควายหนาวตามประสาชาวบ้านอีสาน ซึ่งพอสิ้นสุดฤดูหนาว ไม่ได้ผิงไฟ ก็จะไม่มีข้าวจี่รับประทานกัน กว่าจะได้ทานข้าวจี่อีกครั้ง ก็ต้องรอกันเป็นปีๆ ทีเดียว หรือที่เรียกว่ามีปีละครั้งเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ทานข้าวจี่กัน
นางกาญจนากล่าวอีกว่า หากนึกอยากทานข้าวจี่ในฤดูกาลอื่นๆ เช่น ช่วงหน้าร้อน หรือหน้าฝน ข้าวที่จะเอามาทำข้าวจี่ก็ไม่ใช่ข้าวใหม่ กลายเป็นข้าวเก่าไปแล้ว กลิ่นหอมของเมล็ดข้าวก็หายไป นำมานึ่งสุกหรือทำข้าวจี่ก็ไม่หอมอร่อยเหมือนข้าวใหม่ ในช่วงหน้าหนาวหรือปีใหม่ ตนจึงเกิดไอเดียที่จะทำข้าวจี่ที่สามารถทานได้อย่างอร่อยตลอดปี ก็ลองผิดลองถูกมานาน ก่อนที่จะลงตัวที่สูตร “ข้าวจี่มูน” ในปัจจุบัน โดยตั้งชื่อว่า “ปูข้าวจี่มูน”
ทั้งนี้จากคุณสมบัติพิเศษของข้าวสารเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ซึ่งอ่อนนุ่มและคงความหอมตลอดเวลา ได้รับการรับรองมาตรฐาน Gi หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตนจึงได้นำมาเป็นวัตถุดิบหลักในการทำข้าวจี่ โดยผสมกับน้ำกะทิ เกลืออนามัยหรือเกลือไอโอดีน และไข่เป็ด เมื่อนำส่วนผสมทั้ง 4 อย่างมารวมกันจึงเรียกว่ามูน ก็จะได้ข้าวจี่มูนดังกล่าว ทั้งนี้ อัตราส่วนผสมคือ ถ้าใช้ข้าวสารเหนียวเขาวง 3 ก.ก. ต่อเกลืออนามัย 30 กรัม น้ำกะทิ 1 ก.ก.และไข่เป็ดตามความเหมาะสม เพื่อให้ผิวข้าวจี่เป็นสีเหลือง เนียนนุ่ม น่ารับประทาน
“ต้นทุนการผลิต หากคิดอัตราข้าวเหนียวเขาวง 3 กก.หรือ 1 หม้อ ราคา 100 บาท ไข่เป็ดเลี้ยงเอง มะพร้าวที่นำมาทำกะทิได้จากสวน บางครั้งไม่พอก็ซื้อจากท้องตลาดบ้าง เกลือ 30 กรัม ราคา 1 บาท ถือว่าต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ ซึ่งอัตราส่วนนี้จะได้ข้าวจี่มูน 200 ก้อน จำหน่ายก้อนละ 5 บาท ขายได้ 1,000 บาท ปัจจุบันทำวันละ 2 หม้อ ใช้ข้าวสาร 6 กก.ได้ข้าวจี่มูน 400 ก้อน เฉลี่ยต้นทุนต่อวันคิดเฉพาะค่าข้าวสารประมาณ 200 บาท ขายได้ 2,000 บาท หรือเดือนละ 60,000 บาท แต่หากเป็นในฤดูหนาวจะขายดีกว่านี้ถึง 1 เท่าตัว สำหรับช่องทางจำหน่ายที่หน้าร้าน และบริการรับส่งโดยไรเดอร์ฟู้ดแพนด้า และไรเดอร์แกร็บ เปิดขายทุกวันตั้งแต่ 08.00-20.00 น. หรือลูกค้ามีออร์เดอร์เข้ามา ก็จัดให้ตามความต้องการ”
ด้านนางกิ่งกนก ภูมิ่งเดือน อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 44 หมู่ 13 บ้านดงเมือง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ลูกค้าประจำ กล่าวว่า เป็นลูกค้าของร้านปูข้าวจี่มูนมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน จึงแวะเวียนมาอุดหนุนทุกวัน ข้าวจี่มูนที่นี่รักษาคุณภาพ หอม อร่อย รับประทานเป็นอาหารได้เลย ตนจึงติดใจซื้อไปทานเป็นประจำ นอกจากนี้ในโอกาสทำบุญต่างๆ ก็มาสั่งไปตั้งโรงทานบ้าง เป็นของฝากเพื่อนและญาติต่างจังหวัดบ้าง ข้าวจี่มูนจึงถือเป็นอีกหนึ่งของดีกาฬสินธุ์ ที่หากมีโอกาสเดินทางมากาฬสินธุ์ไม่ควรพลาดที่จะลองลิ้มชิมรส “ปูข้าวจี่มูน” รับรองจะติดใจ
ขายข้าวจี่มูนของครอบครัวศรีคัดเค้า ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิต สามารถเป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิต ในยุคประสบสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี โดยทุกวันนี้มีรายได้ผ่อนส่งบ้านราคา 3 ล้านบาทได้สบาย จึงมีลูกค้าประจำบางคนตั้งชื่อให้ว่า “ข้าวจี่เงินล้าน” จึงให้ข้อคิดว่า การทำงานหรือประกบอาชีพอะไรก็ตาม ขอให้มีจุดยืน ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และต่อหน้าที่ ถึงแม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็มีรายได้ประจำ สามารถยึดเป็นอาชีพหลักที่มั่นคงได้
โดย - จักรพงษ์ ระวิวรรณ