“สุพิศาล” จัดหนัก นายกฯ ทำให้ตำรวจกลายเป็น "ผู้พิทักษ์ทรราช" ใช้คำสั่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างอำมหิตมาปราบปรามประชาชน-คุมสื่ที่วิจารณ์ เพื่อปกป้องตัวเอง

31 สิงหาคม 2564 พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะไร้จิตสำนึก ไร้ความรับผิดชอบ ไร้จริยธรรม ไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาลหรือผู้นำประเทศ บริหารประเทศผิดพลาดบกพร่องเสียหายร้ายแรงทุกด้าน ใช้อำนาจตามอำเภอใจ จงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จนมีลักษณะท้าความตาย ค้าความตาย ทรยศต่อความไว้วางใจประชาชน ไม่เห็นใจในความทุกข์ร้อนของประชาชนจากความโอหังและเสพติดอำนาจ เมื่อประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มขู่ประชาชน และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ใช้อำนาจปราบปรามประชาชนที่ออกมาชุมนุมอย่างรุนแรงเกินสมควรแก่เหตุ ตามนิสัยความถนัดของตนเอง จนกล่าวได้ว่าประเทศกำลังขับเคลื่อนไปด้วยความขัดแค้นเกลียดชัง ละเมิดกฎหมาย ตั้งแต่ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ยึดอำนาจ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างผิดๆในการปราบปรามประชาชนมาจนถึงวันนี้

 

ทั้งนี้ ตนยอมรับไม่ได้ ที่พลเอก ประยุทธ์ กำลังทำให้องค์กรตำรวจเปลี่ยนจากผู้พิทักษ์สันติราษ กลายเป็นผู้พิทักษ์ทรราช ให้ตำรวจกลายเป็นกลไกปราบปรามประชาชนเพื่อรับใช้ระบบปรสิต ที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อจากเจ้าของประเทศ และฉวยโอกาสในการสร้างสถานการณ์โรคระบาดโควิด ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 จนบัดนี้กว่า 16 เดือนแล้ว นอกจากนี้ 15 ตุลาคม 2563 พลเอก ประยุทธ์ ได้ยกระดับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินปกติ ให้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพื่อให้ตัวเองมีอำนาจมากขึ้น โดยอ้างเรื่องขบวนเสด็จ ซึ่งเรื่องนี้พรรคก้าวไกลเคยยื่นญัตติด่วนต่อสภา ขอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาข้อเท็จในข้อบกพร่องการกำหนดเส้นทางเสด็จและถวายความปลอดภัย ไปตั้งแต่  2 พฤศจิกายน 2563 แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการนำญัตติดังกล่าวเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณา

อย่างไรก็ตาม มองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้วิกฤติโรคระบาด แต่ถูกออกแบบมาใช้ในสถานการณ์จังหวัดใช้แดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2548 โดยตั้งแต่มีการบังคับใช้กฎหมายนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ยิ่งสร้างความขัดแย้งมากขึ้น พรรคก้าวไกลจึงคัดค้านและเตือนพลเอก ประยุทธ์ ว่าต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สำหรับการควบคุมด้านสาธารณสุขเท่านั้น ไม่ใช่เอามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปราบปรามประชาชน ถือว่าล้มเหลวทุกด้านในการใช้กฎหมายฉุกเฉินแก้โควิด แต่เอามาปราบประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ และควบคุมสื่อที่วิจารณ์รัฐบาล จนกลายเป็นเกราะกำบังให้ไม่ต้องรับผิดชอบกฎหมาย เหมือนกับที่เคยล้อมปราบประชาชนเมื่อปี 2553

 

พลตำรวจตรี สุพิศาล ยังกล่าวอีกว่า ตนเป็นตำรวจทั้งชีวิตเกษียณมาเป็นปีที่ 7 แล้ว ไม่เคยเห็นภาพประชาชนโกรธแค้นตำรวจอย่างกว้างขวางแบบนี้มาก่อน ถึงขนาดติดป้ายประกาศไม่เผาผีให้ พ่อค้าแม่ค้าไม่ขายของให้ตำรวจ จนบางหน่วยต้องประกาศงดแต่งเครื่องแบบออกจากบ้าน ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดกับองค์กรตำรวจเหมือนที่เคยเกิดกับทหาร ซึ่งเป็นผลจากที่ พลเอ ก ประยุทธ์ เข้ามากำกับ สั่งการตำรวจ ให้ตำรวจออกมาปราบปรามประชาชน เพียงเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง

สำหรับการแสดงออกทางการเมือง การชุมนุม เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ตำรวจมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ชุมนุม ต้องมีทักษะและความอดทนต่อสถานการณ์ ต้องปฏิบัติกับผู้ชุมนุมให้สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ เหมาะสมได้สัดส่วน กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนให้น้อยที่สุด แต่ยุทธวิธีในการควบคุมฝูงชนของตำรวจ มันเป็นการคุกคามประชาชน มองเห็นประชาชนเป็นอริราชศัตรู ทำให้ประชาชนมีความแค้นสะท้อนกลับมา ซึ่งเมื่อมีการรวมตัว ก็มอบคำสั่งอำมหิตให้ตำรวจเดินหน้าเข้าปะทะทันที สาดกระสุน แก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมทันที จนลืมคำนึงถึงความปลอดภัยประชาชน ข้ามขั้นตอนการเจรจาพูดคุย อดทนให้อยู่ในขอบเขต แสดงอาวุธ แต่วันนี้มีแค่การประกาศเป็นพิธีแล้วลุยเลย ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ เป็นอุปกรณ์นอกกฎหมาย ทั่วที่ปกติใช้ขนส่งสินค้า นอกจากนี้ยังมีถังแก๊สน้ำมันขวางไว้อีก ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ รุมกระทืบผู้ชุมนุม ยิงกระสุนยาง-ยิงแก๊สน้ำตา ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จนทำให้ผู้สื่อข่าว ผู้ชุมนุม และไฮโซลูกนัท ตาบอด ถ้าหากไม่ปรับวิธีการปฏิบัติ จะนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น หรือนายกฯ ต้องการให้เกิดความรุนแรงจนประกาศกฎอัยการศึก พร้อมระบุตำรวจยุคนี้ถูกนายทหารนอกแถวอย่าง พลเอก ประยุทธ์ ทำให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตน ทำลายศักดิ์ศรีตำรวจ ปล่อยให้มีตั๋วช้าง ทำให้ถูกมองเป็นโจรในเครื่องแบบ เป็นศัตรูประชาชน ทั้งที่ตำรวจอาชีพไม่ควรรับใช้นักการเมือง แต่ต้องช่วยเหลือดูแลประชาชน