โดยนายยุทธพร ประเมินการอภิปรายวันแรกว่ามวยคู่เอกอยู่ที่ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ถือได้ว่าเป็นโจทย์เก่ากันมา ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรี สามารถควบคุมอารมณ์ต่างๆได้ดีขึ้น และกระบวนการต่างๆในทางการเมือง ต้องเชื่อมต่อกับนอกสภาฯ จึงเป็นปัจจัยเงื่อนไขประการหนึ่ง และมีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมทางการเมืองถึงนายกรัฐมนตรีมิใช่น้อย
ขณะที่นวัตกรรมทางประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่เกิดได้ยากสำหรับสถานการณ์ในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ยังมีความล้าหลังเช่นในปัจจุบัน ที่เรียกได้ว่าภาวะที่อยู่นอกสภาการเมืองนั้นก้าวหน้า แต่การเมืองในสภาล้าหลัง ความสมดุลตรงนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องมีการปรับรูปโฉมการทำงาน ส่วนที่บอกว่ามีหมัดเด็ดหมัดน็อคพอเอาเข้าจริงแล้ว ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆในสถานการณ์ ที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีเสียงห่างกันแบบนี้ และจะพบได้ว่ากระบวนการต่างๆ ที่เป็นการเคลื่อนไหวนอกสภา ก้าวไปไกลกว่าการเมืองในสภาเยอะ และข้อมูลในสภาบางครั้งไม่เท่ากับข้อมูลนอกสภา ที่ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยมีทางเลือกในการสื่อสารมากมาย
ทั้งนี้นายยุทธพร ยังระบุอีกว่า สิ่งที่ต้องกลับมาทบทวน ของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ซึ่งต้องปรับความสมดุลเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์นอกสภาที่รุนแรงไปมากกว่านี้ จะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นถี่ในขณะนี้ เช่นเดียวกับความถี่ของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ดังนั้นคนไกลของนิติบัญญัติหรือรัฐสภา คือสิ่งที่เป็นจุดหมายสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเห็นการเมืองนอกสภาหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม