ยุทธพร อิสรชัย ยก พลเอกประยุทธ์ - พลตำรวจเกเสรีพิศุทธ์ เป็นมวยคู่เอก เหตุเป็นโจทก์เก่า ชม นายกฯคุมอารมณ์ได้ดี มอง ฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องปรับรูปโฉมการทำงาน - สร้างสมดุลสภา ก่อนการเมืองนอกสภาระอุ ยกระดับ ความเข้มข้นกว่าเดิม

31 สิงหาคม 2564 นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันแรกว่า ภาพรวม การอภิปรายในวันแรกฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่จุดยุทธศาสตร์หลัก ทั้งความมั่นคงและการเมือง ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ถูกอภิปรายในประเด็นการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และแตะเรื่องการปฏิรูปตำรวจในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานก.ตร. ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของประชาชน รวมถึงประเด็นการจัดซื้ออาวุธต่างๆในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ที่เกิดจากปัญหาการแพร่ระบาดโควิด 19 และหลังจากนี้น่าจะเป็นเรื่องกระทรวงสาธารณสุขที่มีการพูดถึงประเด็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำที่ทำให้เกิดปัญหาในการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ของประชาชนที่มีปัญหาความเดือนร้อนจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ไม่เท่าเทียมกัน ไปถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทร่เกี่ยวข้องกับราคาพืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะยางพารา

 

นอกจากนี้ใน 1-2 วันจะเห็นภาคต่อเชื่อโยงไปถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส ในการออกคำสั่งกำกับควบคุมเนื้อหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต และอาจได้เห็นการอภิปรายเชื่อมต่อไปยังกระทรวงแรงงาน ในประเด็นการเยียวยา ให้กับผู้ใช้แรงงาน และประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอย่างคลัสเตอร์ทองหล่อ รวมไปถึงโครงหารต่างๆของกระทรวงคมนาคม

โดยนายยุทธพร ประเมินการอภิปรายวันแรกว่ามวยคู่เอกอยู่ที่ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ถือได้ว่าเป็นโจทย์เก่ากันมา ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรี สามารถควบคุมอารมณ์ต่างๆได้ดีขึ้น และกระบวนการต่างๆในทางการเมือง ต้องเชื่อมต่อกับนอกสภาฯ จึงเป็นปัจจัยเงื่อนไขประการหนึ่ง และมีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมทางการเมืองถึงนายกรัฐมนตรีมิใช่น้อย

 

ขณะที่นวัตกรรมทางประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่เกิดได้ยากสำหรับสถานการณ์ในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ยังมีความล้าหลังเช่นในปัจจุบัน ที่เรียกได้ว่าภาวะที่อยู่นอกสภาการเมืองนั้นก้าวหน้า แต่การเมืองในสภาล้าหลัง ความสมดุลตรงนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องมีการปรับรูปโฉมการทำงาน ส่วนที่บอกว่ามีหมัดเด็ดหมัดน็อคพอเอาเข้าจริงแล้ว ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆในสถานการณ์ ที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีเสียงห่างกันแบบนี้ และจะพบได้ว่ากระบวนการต่างๆ ที่เป็นการเคลื่อนไหวนอกสภา ก้าวไปไกลกว่าการเมืองในสภาเยอะ และข้อมูลในสภาบางครั้งไม่เท่ากับข้อมูลนอกสภา ที่ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยมีทางเลือกในการสื่อสารมากมาย

ทั้งนี้นายยุทธพร ยังระบุอีกว่า สิ่งที่ต้องกลับมาทบทวน ของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ซึ่งต้องปรับความสมดุลเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์นอกสภาที่รุนแรงไปมากกว่านี้ จะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นถี่ในขณะนี้ เช่นเดียวกับความถี่ของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ดังนั้นคนไกลของนิติบัญญัติหรือรัฐสภา คือสิ่งที่เป็นจุดหมายสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเห็นการเมืองนอกสภาหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม