ด้านทนาย ตำหนิตำรวจเลือกปฏิบัติ เปิดโอกาส ผกก. โฟนอินแถลง ลดภาวะกดดัน พลั้งปากพูดปรักปรำตัวเอง ชี้ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา

ด้านทนายเกิดผล แก้วเกิด อธิบายว่า ถ้อยคำของผู้ต้องหาที่จะถูกนำไปรวมไว้ในสำนวนคดี จะต้องเป็นการบันทึกโดยพนักงานสอบสวนเท่านั้น โดยเฉพาะคำให้การที่ปรักปรำตัวเอง ทั้งการยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุ หรือร่วมวางแผนด้วย ไม่ว่าจะหลุดปากกับใครก็ตาม หากเป็นผลร้ายกับตัวผู้ต้องหาเองแล้ว ก็จะถูกใช้เป็นหลักฐาน

 

ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ของผู้ต้องหาจะพูดแต่สิ่งที่เป็นผลดีกับตัวเองทั้งนั้น จะปฏิเสธว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คนฆ่า แต่ภาพวงจรปิด เห็นการจ้วงแทงไม่ยั้งมือ แบบนี้ก็ไม่ใช่ เพราะต้องไม่ลืมว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ฉะนั้นการพิสูจน์จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานต่างๆ นำมาประกอบกัน

 

อีกประการกับการแถลง ด้วยรูปแบบการโฟนอิน ซึ่งตามหลักสากลแล้วก็ไม่ควรนำผู้ต้องหามาแถลงข่าว แต่เราเข้าใจได้ว่า เรื่องที่ ผกก.โจ้ ตกเป็นผู้ต้องหา เป็นคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชน เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ ซึ่งปกติ การแถลงในบ้านเราที่มักควบคุมผู้ต้องหาอยู่กลางโต๊ะ นั่งประกบด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชน แต่กับ ผกก.โจ้ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ

ทนายเกิดผล ตำหนิแถลงโฟนอิน ผกก.โจ้  "ตำรจเลือกปฏิบัติ"

ผมตอบไม่ได้ว่า การโฟนอิน จะเอื้อประโยชน์อะไรได้บ้าง เพราะมันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่แน่ๆ คือ มันเป็นวิธีการที่ให้โอกาส เป็นการเลือกปฏิบัติ หรืออาจกลัวว่า ผกก.โจ้ จะพลั้งปากพูดอะไรที่ใช้ปรักปรำตัวเอง เพราะในเมื่อผู้ต้องหาคนอื่นๆ ต้องตกอยู่ในภาวะกดดัน จากการถูกสวมกุญแจมือ รายล้อมด้วยตำรวจ นักข่าวที่พยายามตะโกนตั้งคำถามต่างๆ ยังต้องถูกแสงไฟ แสงแฟลช ระหว่างถูกบันทึกนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ แต่นี่การแถลงของ ผกก.โจ้ ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ไม่แน่ว่า เขาอาจจะนั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องแอร์ พร้อมตำรวจไม่กี่คนก็ได้

ทนายเกิดผล ตำหนิแถลงโฟนอิน ผกก.โจ้  "ตำรจเลือกปฏิบัติ"

 

ทนายเกิดผล วิเคราะห์ภาพรวมของคดีว่า เท่าที่เห็น ยังมีพยาน หลักฐานอีกหลายอย่าง ที่จะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ เช่น คลิปจากกล้องวงจรปิด พฤติกรรมการจับกุม ที่ส่อพิรุธถึงความไม่ชอบตามกฎหมาย ทั้งการไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้กับพนักงานสอบสวน ไม่มีการบันทึกจับกุม