เนชั่นทีวี

ข่าว

รับยาที่ร้านยา : คุณค่าใหม่ของการดูแลในชุมชน

27 ส.ค. 2564

รับยาที่ร้านยา : คุณค่าใหม่ของการดูแลในชุมชน

โยบาย “รับยาที่ร้านยา” ของ ก.สาธารณสุข ลดแออัด ลดรอคอย ที่โรงพยาบาล ซึ่งคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เห็นชอบ การขับเคลื่อนนโยบาย มีผลดำเนินงาน ณ 1 ม.ค. 2564 พบว่า มีผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยาสะสม 29,299 คน จำนวนใบสั่งยาสะสม 54,730 ใบ มี รพ.เข้าร่วม 141 แห่ง ร้านยา 1,081 แห่ง

จากการ “ประเมินผลโครงการนำร่องให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยาเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล ระยะ ที่ 2” ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยใช้เวลาสำหรับการรอรับยา ลดลงจาก 42 นาที เหลือ 6 นาทีจากการรับยาที่ร้านยา นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดค่าเดินทางและค่าอาหารจากการไปรับยาที่ ร้านยาได้เฉลี่ย 95 บาทต่อครั้งเมื่อเทียบกับการไปรับยาที่โรงพยาบาล รวมทั้งการรับยาที่ร้านยายังช่วยในเรื่อง ความสะดวกจากการนัดหมายเวลาไปรับยาได้และเภสัชกรมีเวลาในการอธิบายการใช้ยาให้กับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ตลอดจนเป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 

รูปแบบบริหารจัดการยา ภายใต้โครงการรับยาที่ร้านยา มี 3 รูปแบบ

ร้านสมนึกเภสัชใน อ.เมืองจ.ชลบุรี หนึ่งในร้านยาในโครงการนำร่องร่วมกับโรงพยาบาลชลบุรีซึ่ง ภญ.สุณีรัตน์ กิตติคุณ เภสัชกรร้านยาสมนึกเภสัช ให้ข้อมูลว่า  การรับยาที่ร้านยา ในรูปแบบที่ 1 ในช่วง ตุลาคม 2562 โดยโรงพยาบาลจะจัดยาของผู้ป่วยแต่ละรายให้แก่ร้านยา และได้เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบที่ 3คือร้านยา บริหารจัดการยาเอง ครอบคลุมทั้งด้านการคัดเลือกและจัดซื้อยา การสำรองยา การจัดเตรียมยาและจ่ายยา พร้อมให้ คำแนะนำแก่ผู้ป่วยรายบุคคล โดยผู้ป่วยยังคงต้องเข้าพบแพทย์ที่ รพ. เพื่อรับการตรวจรักษาและสั่งยาเหมือนปกติ แต่ ข้ามขั้นตอนรอรับยาที่ รพ. ไปรับยาที่ร้านยาที่กำหนดแทน ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองระบบตั้งแต่มี.ค.2564 ที่ผ่านมา

หนึ่งในร้านยา โครงการนำร่องฯ รพ.ชลบุรี โดยภญ.สุณีรัตน์ กิตติคุณ เภสัชกรประจำร้าน

ภญ.สุณีรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มุมมองเภสัชกรร้านยาเรายินดีที่จะใช้วิชาชีพของเราช่วยเหลือรัฐและชุมชนแม้ จะอยู่ร้านยาแต่เราไม่ใช่แค่คนที่ซื้อมาขายไป เราสามารถส่งมอบการใช้ยา และแนวทางการดูแลคนไข้ได้เต็มที่ เสมือน เป็นห้องยาเล็กๆของโรงพยาบาล ซึ่งค่าตอบแทนจากบริการ ถ้าเราจะคิดแค่ในเชิงธุรกิจก็ไม่ได้คุ้มค่ามากแต่สิ่งที่เราคิด และได้คือความภูมิใจมากกว่า เพราะได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและระบบสุขภาพ

ปัจจุบัน จ.ชลบุรี มีผู้ป่วยร่วมโครงการประมาณ 800 ราย มีร้านยาเครือข่ายของ รพ.ชลบุรี27 ร้าน ภญ.สุณี รัตน์ เล่าว่า ที่ร้านดูแลผู้ป่วยประมาณ 300ราย ระยะแรกผู้ป่วยยังกังวลในบริการที่อาจไม่เหมือนโรงพยาบาล แต่สิ่งที่ เภสัชกรของร้านมีให้ คือ ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยมารับยาแล้วเราบอกว่าต้องกินอย่างไร แต่ก่อนจ่ายยาเรามีการวัดความดัน ซักถามประเมินอาการ และที่เราให้มากกว่ายาคือ แนวทางปรับพฤติกรรมสุขภาพ เช่น ลดผลไม้ที่ให้ค่าน้ำตาลสูง 

ภญ.สุณีรัตน์ กิตติคุณ เภสัชกร ประจำร้านยาที่ร่วมนำร่อง กำลังดูแลผู้ป่วยที่มาใช้บริการ

โดยทุกเดือนเราได้ติดตามผลเมื่อผู้ป่วยน้ำหนักลดลง ค่าน้ำตาลดี ความดันปกติเราก็รู้สึกสุขใจ เหมือนเป็นติวเตอร์ให้ผู้ป่วย ที่ผู้ป่วยสามารถรับคำปรึกษาจากเภสัชได้นานขึ้น หรือกรณีผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องกินยาทุกวัน ยาบางตัวอาจจะไม่เห็น ผลทันที จึงทำให้ผู้ป่วยหยุดยาเองซึ่งอาจส่งผลกับการกำเริบของโรคและปริมาณยาที่เหลือเยอะขึ้น ซึ่งจะแนะนำให้กิน ยาต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หากหยุดยาจะเกิดอันตราย เช่นเกิดอัมพาตได้กรณีแบบนี้เราต้องโทร ไปติดตามการใช้ยาร่วมด้วย ความใกล้ชิดลักษณะนี้ ผู้ป่วยบางรายกล้าเปิดใจกับเรามากขึ้น เราจะเข้าใจปัจจัยต่างๆ เกี่ยวกับผู้ป่วยซึ่งเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการใช้ยาและการดูแลรักษาโรคให้ดีขึ้นด้วย นอกจากนั้น ในสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ร้านยายังมีบทบาทสำคัญในเรื่องต่างๆ 

ดร.พญ.สุชาดา อโณทยานนท์ รองผู้อำนวยการกลุ่ม ภารกิจบริการปฐมภูมิโรงพยาบาลชลบุรี  

ดร.ภญ.นพคุณ ธรรมธัชอารี ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวสรุปทิ้งท้ายในเรื่องนี้ไว้ว่า งานวิจัยนี้เป็น วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ข้อเสนอแนะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายนำไปใช้ในการออกแบบระบบบริการด้าน ยา ที่แยกการจ่ายยาของเภสัชกรออกจากการสั่งยาของแพทย์ ลดความแออัดในโรงเพยาบาล ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับ บริการและการดูแลการใช้ยาอย่างมีคุณภาพ ลดปริมาณความสูญเสียที่เกิดจากยาเหลือใช้ได้ที่สำคัญผู้ให้บริการ คือโรงพยาบาล ได้ทำงานเป็นทีมร่วมกับร้านยา มีเภสัชกรจากร้านยาช่วยทำงานดูแลผู้ป่วยเพิ่ม โดยที่โรงพยาบาล ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างเภสัชกร เภสัชกรโรงพยาบาลมีเวลามากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยที่ยังจำเป็นต้องใช้ยาใน โรงพยาบาล ด้านผู้ให้บริการ คือเภสัชกรร้านยา ได้ใช้ความรู้ดูแลผู้ป่วยหรือชุมชนบ้านเกิดไปพร้อมกัน

นับเป็นแนวทางให้กับผู้กำหนดนโยบายสำหรับนำไปพิจารณาขยายและพัฒนาโครงการต่อไป หรือส่ง ต่อตัวอย่างดำเนินการให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ เพื่อนำไปปรับใช้ โดยเฉพาะด้านการบริการจากร้านยาชุมชน โดยเภสัชกรที่ให้มากกว่ายา คือ “หัวใจของการดูแล” รวมทั้งยังสามารถปรับประยุกต์การดำเนินงานรับยาที่ ร้านยาให้เป็นประโยชน์กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพและ เป็นช่องทางใหม่ในการดูแลสุขภาพของชุมชน