สหภาพแรงงานย่านรังสิตจับมือองค์กรและสตรี ยื่นหนังสือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หลังพบหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิตจากโควิดมากขึ้น ซ้ำได้รับวัคซีนไม่ถึง ร้อยละ 3 ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเตรียมเสนอ ศบค. บังคับสถานประกอบการให้หญิงตั้งครรภ์ WFH 100%

27 สิงหาคม 2564 นางสาวศรีไพร นนทรีย์ แกนนำกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิต พร้อมด้วย นางสาวจรีย์  ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย  มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และนายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนรับหนังสือ

 

ทั้งนี้ หนังสือที่ยื่นต้องการให้มี มาตรการเร่งด่วน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหญิงตั้งครรภ์ ติดโควิด-19 และให้ได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด

 

นางสาวศรีไพร ระบุว่า นับตั้งแต่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อแรงงานจำนวนมาก บางคนรายได้ลดลง บางคนต้องตกงานสูญเสียรายได้ ซ้ำร้ายบางคนต้องสูญเสียคนในครอบครัว

 

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ หญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ยังไม่ได้รับการปกป้องจาก โควิด-19 เท่าที่ควร ไม่มีการแยกออกจากพื้นที่เสี่ยง ยังต้องเจอกับคนจำนวนมาก จึงทำให้มีหญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยต้องติดโควิด และประสบปัญหาถูกรพ.ปฏิเสธการทำคลอด

 

สธ.เล็งเสนอ ศบค. บังคับหญิงตั้งครรภ์ WFH 100%

นางสาวศรีไพร กล่าวอีกว่า ทางรพ.มีการระบุว่าไม่มีความพร้อมทำคลอดกรณีที่มีการติดโควิดด้วย ทำให้ผู้ป่วยและญาติต้องหารพ.ทำคลอดกว่า 4 แห่ง บางรายที่ติดโควิดทำคลอดที่รพ.เอกชนก็ถูกเรียกเก็บเงินกว่า 150,000 บาท นับเป็นการซ้ำเติมแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด–19 อย่างมาก หลายคนเลือกใช้วิธีการดูแลตัวเอง บางรายดีขึ้น แต่บางรายอาการทรุด ถึงเสียชีวิต

 

ขณะที่ นางสาวจรีย์  ระบุถึง เครือข่ายฯ มีข้อเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้

  • 1. ขอให้กำกับดูแลโรงพยาบาลที่รับฝากครรภ์ ไม่ควรปฏิเสธการทำคลอด-รักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดโควิด-19   หากเกินศักยภาพที่โรงพยาบาลจะดูแลรักษาได้ ต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแล ประสานต่อ ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยและครอบครัวไปหาสถานพยาบาลเอง และควรเร่งประชาสัมพันธ์การปฏิบัติตัว การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ถูกต้องให้กว้างขวาง
  • 2. เร่งฉีดวัคซีนให้หญิงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปให้ครอบคลุมมากขึ้น เนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนไม่ถึง 3% ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตในหญิงตั้งครรภ์สูงถึง 2.5%
  • 3. กรณีหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 เสียชีวิต หรือลูกเสียชีวิต หรือเสียชีวิตทั้งแม่ทั้งลูก โรงพยาบาลต้องจัดให้นักสังคมสังเคราะห์ประเมิน และวิเคราะห์รายกรณี เพื่อประสานการช่วยเหลือ เยียวยาสภาพจิตใจครอบครัว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น

 

  • 4. กระทรวงสาธารณสุขต้องเชื่อมต่อกับโรงงานต่างๆ ให้บริษัทฯ ตรวจคัดกรองเชิงรุกให้กับคนงานต่อเนื่องเพื่อแยกผู้ติดเชื้อฯ ออกมารักษาตามระบบป้องกันการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น สนับสนุนให้แต่ละสถานประกอบการมี Factory isolation ที่มีมาตรฐาน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลในการดูแลผู้ติดเชื้อ มีระบบการประสานส่งต่อคนงานที่มีอาการเริ่มรุนแรง รวมถึงเชื่อมโยงการทำ Home  isolation ที่ถูกต้อง

 

สธ.เล็งเสนอ ศบค. บังคับหญิงตั้งครรภ์ WFH 100%

 

ด้าน นายแพทย์โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า  เห็นด้วยทุกข้อเสนอ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการดำเนินการอยู่  ในการเร่งฉีดวัคซีนหญิงตั้งครรภ์ และการรักษาด้วยยา เรมเดซิเวียร์ ที่เป็นแบบฉีดตามแนวทางกรมการแพทย์หากเป็นหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19  เนื่องจากในกลุ่มนี้ หากใช้ยาฟาวิพิราเวียร์แล้วอาจจะส่งผลกระทบข้างเคียงได้ ซึ่งตอนนี้มีการซื้อนำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเพียงพอ 

 

เบื้องต้น รพ.ไหนที่รับฝากครรภ์ต้องรับคลอด ห้ามปฏิเสธทุกกรณี โดยเฉพาะหากเป็นผู้ป่วยโควิด ซึ่งเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินต้องรับการรักษา หากรพ.ไหนปฏิเสธไม่รักษาหรือไม่ทำคลอด ผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าชุด PPE 

 

ทั้งนี้ที่ประชุม ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข จะมีการประชุม เพื่อเตรียมเสนอ ศบค. แนวทางให้หญิงตั้งครรภทำงานที่บ้าน 100%  เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงหากรับเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรงเสียชีวิตได้. โดยขอให้หญิงตั้งครรภ์อย่ากลัวการเข้ารับวัคซีนโควิด เนื่องจากวัคซีนโควิด ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพและมีประโยนช์กว่าการไม่ฉีด