ขณะเดียวกัน นายพิจารณ์ ได้ลุกขึ้นหารือ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมว่า การใช้สื่อภาพต่างๆ ระหว่างการประชุมเป็นอำนาจประธาน ที่วินิจฉัยว่าภาพใดประกอบการอภิปรายได้ แต่อยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยชี้แจงสมาชิกก่อนอภิปราย ว่าภาพใดไม่ได้รับการอนุญาต เพื่อให้การอภิปรายราบรื่นไม่ติดขัด และตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา ภาพที่พรรคก้าวไกลจะใช้ประกอบการอภิปรายมีปัญหาจริงๆ
โดยส่วนตัวรูปภาพที่มีรูป พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็ถูกเจ้าหน้าที่เบลอภาพ ในขณะนี้พรรคการเมืองอื่นใช้ภาพ พล.อ.ประวิตร ไม่ถูกเบลอ และภาพพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยเช่นกัน และภาพรีสอร์ตศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นภาพสีบางภาพถูกปรับเป็นขาวดำ เกรงว่าจะทำให้กระทบกระเทือนภาพลักษณ์ของประธาน ขอให้กำชับการทำงานตรงนี้ เพราะอดคิดไม่ได้ว่าพรรคก้าวไกลถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่
ด้านนายชวน กล่าวยืนยันว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติ แต่มีหน้าที่ตรวจสอบ การตรวจสอบภาพ ตนไม่ได้เป็นผู้พิจารณา แต่รองประธานฯ จะเป็นผู้ดูแลอนุมัติ ส่วนตัวให้ความเคารพเพื่อนร่วมงาน และอะไรที่เกี่ยวกับสถาบันจะระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อความหรือเอกสารใดที่มีเจตนาอะไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่ดูแลและไม่เลือกปฏิบัติ ความเหมาะสมและเคารพผู้ใช้สิทธิ์ แต่ต้องอธิบายว่ามาอย่างไร และจะเป็นประโยชน์ต่อคนภายนอกอย่างไร
จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ลุกขึ้นหารือเพิ่มเติมว่า ประธานบอกว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่จากที่นายพิจารณ์พูดนั้น ก็มองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรูปของพล.อ.ประวิตร เจ้าหน้าที่ควรชี้แจงเป็นเอกสารที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการ ว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากอะไร และใครเป็นคนตัดสินใจ
ทำให้นายชวน กล่าวยืนยันย้ำว่า ตนยังไม่เห็นภาพและจะดูให้ ทั้งนี้ ไม่เหตุผลออะไรจะต้องเลือกปฏิบัติ ดีที่สุด คือ การตรงไปตรงมาและอยู่กับความเป็นจริง อภิปรายได้เมื่อเห็นว่าเหมาะสม แต่เมื่ออภิปรายไปแล้วก็ต้องเคารพอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะการพิจารณารูปนั้น รองประธานฯไม่มีเจตนาเป็นอย่างไรอื่น ตรงไปตรงมา
จากนั้น นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า มาตรา 27 ตนปรับลดไป 13% โดยงบกรมตำรวจปรับลงน้อยมาก ขณะนี้ภาพพจน์ประเทศไทยเสียหายไปมาก เพราะมีนัดบอร์ดแถวแยกดินแดง เรื่องจัดการม็อบกับตำรวจได้รับคำตำหนิว่าลุแก่อำนาจมาก ซึ่งตนขอเตือนตำรวจชั้นผู้น้อยจะมีความผิด และชั้นผู้ใหญ่ก็ไม่รอดด้วย เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุม และมาตรา 29 วรรคสอง ทุกคนเป็นจำเลยไม่มีความผิดก่อนได้รับคำพิพากษา แต่ตำรวจเข้าไปจัดการม็อบยิ่งกว่าคดีอาชญากรรมอีก เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ยิงกันเหมือนหนังคาวบอย
จากนั้น นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กรุงเทพ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า มาตรา 27 ได้รับงบ 37,303,062,700 บาท ซึ่งเป็นงบของสตช. 32,000 กว่าล้านบาท ถูกปรับลดไป 55 ล้าน ไม่ทราบว่าตั้งมาเผื่อต่อหรืออย่างไร ซึ่งการออกมาชุมนุมของเยาวชนตอนนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สตช. อย่างยิ่ง เพราะใช้หน่วยควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้ามาควบคุมสถานการณ์และเกิดความรุนแรงขึ้น โดยทำงานเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน
ทั้งนี้ การออกมาเรียกร้องของเยาชนเพื่อหาทางรอดจากวิกฤตและความล้มเหลวต่างๆ ของผู้บริหารราชการแผ่นดิน นี่คือความเจ็บปวดที่ออกมาเรียกร้องท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโควิด หลังประกาศยุติชุมนุมความรุนแรงเกิดขึ้นทุกวัน และสภาฯแห่งนี้ควรอนุมัติเงินให้ไปซื้อยุทโธปกรณ์มากน้อยแค่ไหน
อีกทั้ง สถานการณ์การชุมนุม มีการพูดว่ายิงเลยตรงนี้กระสุนไม่อั้น ตอนนี้ไม่ใช้หลักสากล แต่เป็นหลักสาแก่ใจมากกว่า แต่ปีนี้ คฝ. ขอกระมิดกระเมี้ยนมาแค่ 3 ล้านซื้อแผงเหล็ก แต่ปีที่แล้วขอ 883 ล้านบาท ไปซื้ออาวุธมาใช้กับประชาชน ถ้าเป็นตนไม่อนุมัติให้แม้แต่บาทเดียว