ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตือนให้ประชาชนตระหนักว่าล็อกดาวน์ 14 วัน ต้องไม่เสียเปล่า ช่วยกันอยู่บ้าน จะทำให้ระบบสาธารณสุข กลับมาดีขึ้น เผยข้อมูล CDC ไวรัสเดลตา 1 คน แพร่เชื้อได้ 8 คน

วันที่ 2 สิงหาคม 2564 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลง ว่า สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกเป็นช่วงขาขึ้นมาจากการระบาดของสายพันธุ์เดลตา โดยช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นประมาณ 4-6 แสนคนต่อวัน เสียชีวิตสะสม 4.24 ล้านคน คิดเป็น2.13% การติดเชื้อยังมีจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล รัสเซีย ถ้าเปรียบเทียบอัตราป่วยต่อประชากร 1 ล้านคน ไทย 9,048 คนต่อประชากรล้านคน มีอัตราตาย 74 คนต่อล้านประชากร

จากการล็อกดาวน์ผ่านมา 2 สัปดาห์ ประสิทธิภาพการล็อกดาวน์อยู่ที่ 20 % หากเพิ่ม อีก 5% สถานการณ์การติดเชื้อ ทั้งการรักษา การครองเตียง จะกลับมารับมือได้ ช่วงโควิดมีการขยายเตียงถึง185,417 เตียง เป็นต่างจังหวัด 143,758 เตียง และกทม. 41,659 เตียง ทั่วประเทศ มีอัตราครองเตียง 70-80% ส่วน กทม.สูงเกือบ 90% เตียงเต็ม ทุกระดับสี สำหรับการฉีดวัคซีนขณะนี้สะสม 17,866,526 โดส ถือว่าฉีดได้ค่อนข้างดี และจะเร่งฉีดเพื่อลดอัตราป่วยหนักและตาย

หากเปรียบเทียบมาตรการล็อกดาวน์ครั้งนี้กับปีที่แล้ว พบว่า รถยนต์ในท้องถนนทุกวันนี้ยังมีมาก ดังนั้นไม่อยากให้การล็อกดาวน์ที่ขยายออกไป 2 สัปดาห์  29 จังหวัด ต้องเสียเปล่า ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันอยู่บ้าน งดการเดินทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการล็อกดาวน์ให้ได้25% ซึ่งจะคู่ ขนานกับการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ทำให้อัตราการป่วยและเสียชีวิตค่อยๆลดลง 

ทั้งนี้ จาก ศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสหรัฐฯ (US CDC ) ทำให้เห็นว่า การติดเชื้อในสหรัฐอเมริกา พบเป็นสายพันธุ์เดลตา 90% พบในจำนวนผู้ป่วยถึง 74 % เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว วัคซีนยังสามารถเพิ่มจำนวนได้ แม้คนรับวัคซีนแล้วก็ตาม ดังนั้น มาตรการสวมหน้ากาก ระยะห่าง ล้างมือ ยังต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุด

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูล US CDC สายพันธุ์เดลตา สามารถแพร่โรคได้มากถึง 3 เท่า จากเดิมผู้ป่วย 1 คน สามารถแพร่โรคทำให้เกิดการติดเชื้อได้ 3 คน แต่เดลตาทำให้ผู้ป่วย 1 คน แพร่โรคได้ถึง 8 คน จึงเป็นสาเหตุที่ต้องช่วยกันลดการติดเชื้อ และในช่วงที่มีการขยายมาตรการล็อกดาวน์ อยากให้ทุกฝ่ายร่วมกัน อยู่บ้านให้มากที่สุด  และร้องขอให้ทุกหน่วยงาน ทั้งคนทำงาน ช่วย WFH ให้ได้ 100% ช่วง 2 สัปดาห์ถือเป็นเวลาทอง หากทำได้ ลดการติดเชื้อ ก็ปลอดภัยทั้งสังคม