นางแหลม ประทุมแก้ว เล่าว่า ตนนั้นเป็นคน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ และได้แต่งงานกับสามีชาว กาฬสินธุ์ จากนั้นได้เกิดป่วยพร้อมทั้งเป็นเบาหวาน จึงได้มาโรงพยาบาล จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งทางพยาบาลได้บอกว่าทำไมไม่ทำบัตรสวัสดิการของรัฐ ตนจึงติดต่อไปยังที่ว่าการอำเภอกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ แต่เจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่าไม่สามารถย้ายได้ เพราะในระบบพบว่ามีชื่อ นามสกุล และเลข 13 หลักตรงกัน 1 คน น่าจะมีการสวมสิทธิบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งให้ตนไปติดต่อที่ที่ว่าการอำเภอสังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ที่ตนเองทำบัตรประชาชนตอนแรก จึงได้เดินทางมาที่ ที่ว่าการ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้รู้ว่าถูกสวมสิทธิบัตรประชาชน จึงบอกลูกสาวพาแจ้งความบันทึกประจำวัน พร้อมทั้งได้นำเอกสารต่าง ๆ เพื่อมายืนยันกับเจ้าหน้าที่อำเภอสังขะ แต่ได้รับคำตอบว่าจะติดต่อกลับ เรื่องก็เงียบหายไป ตนและลูกสาวจึงได้มาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุรินทร์ และได้รับคำปรึกษากับทางนายนคพล บุญโสดากร นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ศูนย์ดำรงธรรม จ.สุรินทร์ ตนและลูกสาวจึงทำตามที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.สุรินทร์ ทุกอย่าง และในวันนี้ได้มาติดตามเรื่องเพื่ออยากทราบว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว ซึ่งทางศูนย์ดำรงธรรม จ.สุรินทร์ จะพาที่ศาลยุติธรรมเพื่อสอบถามเรื่องดังกล่าวให้อีกทาง
น.ส.วรวลัญช์ สท้านอาจ ลูกสาว นางแหลม กล่าวว่า ทุกวันนี้แม่ลำบากมาก ไปหาหมอก็ใช้สิทธิ์บัตรทองไม่ได้ ขาดโอกาสรับเงินเยียวยาจากรัฐทุกโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐตนก็ไม่ได้ น้ำตาตกถูกล้อเลียนเป็นคนเถื่อน เพ้อน้อยใจคนต่างด้าวยังมีบัตรเป็นคนไทยแท้ๆ แต่ทำไมช่วยไม่ได้ วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลด้วย ตนจึงได้พาแม่ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.สังขะ จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564
ซึ่ง ร.ต.ท.ฐากูร กะการดี พนักงานสอบสวน แจ้งว่า เมื่อปี พ.ศ.2543 เจ้าหน้าที่นายทะเบียนของอำเภอกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ได้บอกให้ น.ส.แหลม ประทุมแก้ว อายุ 49 ปี มารดาของตน ไปทำการย้ายทะเบียนบ้านที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เพราะเลขบัตรประชาชน ขึ้นเป็นสองชื่อ ต่อมาประมาณระหว่างช่วงปี 2544-2545 น.ส.แหลม ประทุมแก้ว ได้เดินทางมาติดต่อทำเรื่องย้ายทะเบียนบ้านที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ โดยทางเจ้าหน้าที่ อ.สังขะ ก็ได้สอบถามข้อมูล น.ส.แหลม ประทุมแก้ว แล้วบอกว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอต่อการทำเรื่องย้าย