นายไรวินท์ ยังเล่าให้ฟังด้วยว่า ตนเองเป็นพี่ชายคนโตของครอบครัวก่อนหน้านี้ทำงานที่ต่างประเทศมาตลอด10ปี ก็จะเป็นเสาหลักที่ส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวโดยไม่ขัดสน กระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม2563ที่ผ่านมาได้กลับมาบ้าน แล้วไม่สามารถเดินทางกลับไปทำงานต่างประเทศได้อีกเนื่องจากสถานการณ์โควิดที่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินเก็บเริ่มหมด ก็พยายามหาทำงานรับจ้างทั่วไปแถวบ้านก็มีงานบ้างไม่มีบ้าง กระทั่งไปสมัครทำงานที่ร้านหมูกระทะแห่งหนึ่งในจ.บุรีรัมย์ ได้ค่าแรงวันละ160บาทเพราะเป็นงานพาร์ทไทม์ ทำแค่ช่วงกลางคืนไม่กี่ชั่วโมง รายได้ก็ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวจึงปรึกษาคนในครอบครัวว่าจะใช้ความสามารถด้านการทำอาหารที่ตัวเองพอมีฝีมือ ทำอาชีพขายเมี่ยงปลาเผาเพราะต้นทุนน้อย ตอนนั้นก็มีเงินอยู่500บาท คนรู้จักสมทบให้มาอีก1,900บาท ส่วนอุปกรณ์ตู้กระจกใส่ปลาถังน้ำแข็งสำหรับแช่ผัก น้ำพริก เตาย่างปลา ร่มบังแดด ก็มีคนแถวบ้านให้มา พอตั้งขายได้ประมาณ1สัปดาห์ ก็ขายได้เฉลี่ยวันละ510ตัว ในราคาชุดละ120บาท แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าที่แวะซื้อจะชอบถามว่ามีซุ้มนั่งกินที่ร้านหรือเปล่า เพราะบางคนขับรถมาทางไกลอยากจอดแวะพักและนั่งรับประทานอาหารไปด้วย พอบอกว่าไม่มีซุ้มให้นั่งกินบางคนก็ไม่ซื้อ ตนจึงได้สอบถามราคาซุ้มไม้ไผ่เขาจะขายซุ้มละ4,000บาท แต่ตนไม่มีเงินที่จะไปซื้อเพราะยังได้กำไรไม่มากต้องเก็บไว้เป็นทุนซื้อของมาขายวันต่อไปด้วย ก็คิดว่าจะหาทางไหนดีถึงจะมีเงินมาซื้อซุ้มให้ลูกค้านั่งทานที่ร้านสัก3ซุ้ม แต่ไม่อยากจะรบกวนหยิบยืมเพื่อนหรือญาติพี่น้อง เพราะตอนนี้ทุกคนก็เดือดร้อนจากพิษโควิดกันหมด จึงตัดสินใจโพสต์เฟสบุ๊กประกาศขายไตของตัวเอง1ข้าง ซึ่งตนก็เซิทดูในยูทูปว่าเป็นอวัยวะอย่างเดียวในร่างกายที่สามารถขายได้ เพราะอีกข้างสามารถใช้ไตเทียมและใช้ชีวิตได้ปกติ จึงได้โพสต์ขายเพื่อต้องการนำเงินมาลงทุนซื้อซุ้ม หากมีซุ้มแล้วตนก็จะขายส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่างเพิ่ม เพื่อให้มีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัวในช่วงภาวะวิกฤต