ขณะที่ นายกฤตภาส ธนบูลศิริพงศ์ 1 ใน 77 ผู้เสียหาย กล่าวว่า ครอบครัวได้ขายฝากที่นา จำนวน 35 ไร่ ให้กับนายทุนรายนี้ เพราะเห็นติดป้ายประกาศไว้หน้าร้านแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เพราะต้องการลดขั้นตอนการดำเนินการกับทางธนาคารที่มีขั้นตอนทางเอกสารที่ซับซ้อน จึงตัดสินใจนำที่นามรดกผืนสุดท้ายไปจำนองกับนายทุนตกลงกู้ในราคา 1,000,000 บาท แต่ทางนายทุนทำสัญญา 1,100,000 บาท แล้วเขียนรายละ เอียดการกู้ ดอกเบี้ย ใส่บนกระดาษแผ่นเล็ก โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 3 นอกจากนี้ยังเก็บดอกเบี้ยเพิ่มเป็นร้อยละ 5 โดยนายทุนอ้างว่าต้องไปยืมเงินคนอื่นมาจ่ายให้"ในระยะแรกหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยชำระตามที่ตกลงกันไว้ ผ่านไป 6 เดือนที่นำไปขายฝาก ซึ่งครบตามเวลาที่ตกลงกันไว้ รวบรวมเงินมาได้จนครบที่กู้ยืมไป 1,000,000 บาท จึงติดต่อขอไถ่ถอนที่ดินคืน แต่นายทุนกลับประวิงเวลาออกไป โดยอ้างว่าจะต่อสัญญาให้ เมื่อติดต่อไปทางนายทุนก็บ่ายเบี่ยง ทำให้ครบระยะเวลาสัญญาขายฝาก ทำให้ที่ดินตกเป็นของนายทุนทันที พร้อมทั้งบอกว่าจะขายคืน 7,000,000 ล้านบาท จึงไม่มีหนทางที่จะหาเงินมาไถ่ถอนที่นาได้ ตอนนี้ที่นาทั้งหมด 35 ไร่ ตกเป็นของนายทุนเงินกู้แล้ว และเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่านายทุนได้ให้คนเช่า แต่เนื่องจากน้ำท่วมก็ไม่พบว่าทำประโยชน์อะไรอีก วันนี้ศาลตัดสินยกฟ้อง โดยระบุว่าคดีหมดอายุความ ผู้เสียหายทุกคนจึงตักสินใจมอบหมายให้ทนายความและพนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนของศาลต่อไป"