วันที่ 29 มีนาคม 2564 ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลเมืองดอกคำใต้ ตัวแทนกลุ่มสตรีทุกตำบลของ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา กว่า 100 คน นำโดยนางศิริภรณ์ พรมขัดแก้ว ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีดอกคำใต้ นางนิตยา ทังสนิมิตสกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาสตรีดอกคำใต้ มายื่นข้อเรียกร้องศักดิ์ศรีความมนุษย์ของกลุ่มสตรีดอกคำใต้ ต่อนายจีรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ หลังจากถูกบรรณาธิการสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง เขียนคำนำในนวนิยายเรื่อง "ฤาสักแต่ว่าเป็นนารี" ที่มีข้อความดูถูกเหยียบหยามศักดิ์ศรีของชาวดอกคำใต้ ว่า "ในยุคไวรัสโควิด-19 หญิงสาวดอกคำใต้ยังมีอาชีพค้าประเวณีเป็นหลัก" เพื่อให้นายจีรเดช นำไปดำเนินการในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับแจ้งความตำรวจ สภ.ดอกคำใต้ ให้ดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท ต่อบรรณาธิการสำนักพิมพ์ดังกล่าว
นางนิตยา ทังสนิมิตสกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาสตรีดอกคำใต้กล่าวว่า ชาวดอกคำใต้สะเทือนใจและไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้อ่านคำนำสำนักพิมพ์ นวนิยายเรื่อง "ฤาสักแต่ว่าเป็นนารี" ซึ่งเป็นการพิมพ์ครั้งที่2 พ.ศ.2564 โดยนายพินิจ หุตะจินดา เป็นบรรณาธิการ นวนิยายเรื่องนี้พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2526 นับถึงบัดนี้ผ่านมา 38 ปี ที่คนเป็นบรรณาธิการยังไม่ตื่นจากฝัน มีวิสัยทัศน์ที่คับแคบ เขียนคำนำสำนักพิมพ์โดยปราศจากข้อมูลเท็จจริงนวนิยายย่อมเป็นนวนิยาย
แต่การเขียนคำนำพิมพ์ประหนึ่งว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง มองว่าในยุคไวรัสโควิด-19 หญิงสาวดอกคำใต้ยังคงมีอาชีพค้าประเวณีเป็นหลัก นับว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง ซึ่งชาว อ.ดอกคำใต้ ไม่สามารถให้อภัยได้ โดยหนังสือเล่มนี้มีการวางจำหน่ายในร้านหนังสื่อทั่วไป และลงในสื่อสังคมออนไลน์