ต่อมาเมื่อคณะทำงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองและได้ส่งสำนวนไปให้อัยการจังหวัดภูเก็ตเพื่อพิจารณามีคำสั่งต่อมาบริษัทเอกชนและกรรมการของบริษัทดังกล่าว ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจึงได้มีการเสนอสำนวนคดีไปยังอธิบดีอัยการภาค8ซึ่งอธิบดีอัยการภาค8มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทเอกชนและกรรมการของบริษัทดังกล่าวและได้ส่งสำนวนคดีไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค8แต่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค8มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการโดยเสนออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาดซึ่งอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีดังกล่าวนายอำเภอ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนจึงอยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา145
จึงส่งสำนวนกลับคืนมาให้สำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ตเพื่อที่สำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต จะได้ส่งสำนวนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พิจารณาความเห็นของพนักงานอัยการโดยสำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่28มิถุนายน2562
ต่อมาเมื่อวันที่1กรกฎาคม2562นายธรรมะหรือชินโชติสอนใจในฐานะอัยการผู้เชี่ยวชาญรักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดภูเก็ต ในขณะนั้นได้โทรศัพท์แจ้งพนักงานอัยการซึ่งเคยเป็นพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวให้นัดหมายตัวแทนของบริษัทเอกชนเพื่อให้มาพบในวันที่2กรกฎาคม2562หลังจากนั้น ตัวแทนของบริษัทเอกชนได้มาพบนายธรรมะหรือชินโชติสอนใจที่ห้องทำงานอัยการจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีนายวันฉัตรชุณหถนอมในฐานะอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดสำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต ในขณะนั้นอยู่ในห้องและร่วมสนทนาด้วย
โดยนายธรรมะหรือชินโชติสอนใจเสนอว่าจะไปพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้มีคำสั่งไม่เห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการซึ่งหลังจากนั้นยังได้มีการติดต่อกันอีกครั้งหนึ่งและได้มีการเรียกรับเงินจำนวนหนึ่งจากบริษัทดังกล่าวเพื่อกระทำการช่วยเหลือคดี
คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติ ว่าการกระทำของนายธรรมะหรือชินโชติสอนใจมีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157และมาตรา201ประกอบมาตรา83และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2561มาตรา172และมาตรา173ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา83และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง