"สภาพัฒน์ให้เหตุผลที่ตัวเลขออกมาดีกว่าที่คาดคือ การส่งออก การลงทุนเอกชน และการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคของเอกชนปรับตัวดีขึ้น ซึ่งก็คงเป็นเพราะเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเมื่อไตรมาส 2 ที่มีการล็อกดาวน์ แต่จากตัวเลขเราก็เห็นเช่นกันว่า การฟื้นตัวยังกระจุกตัวในบางกลุ่ม จำนวนคนว่างงานยังอยู่ในระดับสูงถึง 730,000 คน อัตราว่างงาน 1.9% แทบไม่ลดลงจากไตรมาสที่แล้ว ผู้รับสิทธิว่างงานในระบบประกันสังคมยังคงทำนิวไฮไม่ลดลง"
เธอ กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องพึ่งตัวเลขจากการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่คำถามคือจะมีที่มาจากไหน เพราะการใช้จ่ายภาครัฐดังกล่าวจะต้องโตถึง 12% หรือต้องโตสูงที่สุดในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และโตมากกว่าช่วงที่ผ่านมาที่ มีการจ่ายเงินเยียวยาโควิด-19 ราว 500,000 ล้านบาท แต่จุดนี้ยังมีความเป็นไปได้ เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มปีงบประมาณที่ปกติการเบิกจ่ายจะแผ่วลงอยู่แล้ว หากมีการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นก็จะโตเร็วกว่าปกติ ส่วนการลงทุนภาครัฐที่ต้องโตถึงเกือบ 40% เคยเกิดขึ้นช่วงหลังรัฐประหารปี 2558 ที่การลงทุนภาครัฐหดตัว - 6.6% ในปี 2557 จึงมีการเร่งเครื่องกันยกใหญ่ แต่สำหรับงบลงทุนที่โตเกือบ 40% หรือต้องเพิ่มขึ้นราว 100,000 ล้านบาท จะมีที่มาอย่างไรยังไม่ทราบได้ เพราะยังไม่มีคำอธิบายที่มาที่ไปอย่างชัดเจนว่าภาครัฐ วางแผนจะลงทุนอะไร
"จะเป็นงบจากแผนฟื้นฟู 400,000 ล้าน ก็ยังน่าสงสัยเพราะโครงการที่อนุมัติแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ใช่โครงการลงทุน ส่วนรัฐวิสาหกิจก็เพิ่มการปรับลดแผนก่อหนี้เพื่อการลงทุน ทำให้ยอดลดลง นอกจากนี้ เท่าที่ย้อนดูผลงานการบริหารของรัฐบาลย้อนหลังก็พบว่า งบลงทุนปี 63 เบิกจ่ายไปได้แค่ 60% งบเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท อนุมัติไปแค่ 49% เบิกจ่ายจริงไปแค่ 31% แผนงานฟื้นฟู 400,000 ล้านบาท อนุมัติไปแค่ 120,000 ล้านบาท เบิกจ่ายไปเพียง 2,671 ล้านบาท (0.67% เท่านั้น ) แล้วแบบนี้ ยังจะเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็วอย่างที่ประกาศได้หรือไม่" น.ส. ศิริกัญญา กล่าว