จากนั้นเวลา 15.30 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง และมีรับสั่งให้นักบินนำเครื่องมุ่งตรงไปยังฐานบ้านหมากแข้งทันที ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังจะร่อนลง ยังไม่ทันที่สกี (ฐานเฮลิคอปเตอร์) จะแตะพื้น พระองค์ได้กระโดลงมาทันที ความสูงประมาณ 12 เมตร แล้ววิ่งหลบ"ฝ่ากระสุน" ที่ปลิวว่อนไปมาอย่างกล้าหาญ ขณะที่ผู้ก่อการร้ายได้ใช้ "อาวุธปืนเล็ก" ระดมยิงเข้ามายังฐานบ้านหมากแข้งอย่างหนัก พระองค์ได้ทรงออกคำสั่งให้ทหารตามเสด็จฯมาด้วยทุกคน แยกย้ายกันนำทหารยิงโต้ตอบผู้ก่อการร้ายและมีคำสั่งให้ปืนใหญ่จาก "ฐานบ้านห้วยมุ่น" ยิงถล่มผู้ก่อการร้ายทันที
พร้อมกันนั้นพระองค์ได้เสด็จฯไปยัง "หลุมบุคคล" รอบฐานปฏิบัติการ ทรงให้คำแนะนำแก่ทหารถึงวิธีวางกำลัง การจัดฐานและวางระบบป้องกันตนเอง รวมทั้งทรงแนะนำเรื่องการกำหนดมุมยิงของปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอีกด้วยพระองค์ได้ทรงออกคำสั่งให้ทหารตามเสด็จฯมาด้วยทุกคน แยกย้ายกันนำทหารยิงโต้ตอบผู้ก่อการร้ายและมีคำสั่งให้ปืนใหญ่จาก "ฐานบ้านห้วยมุ่น" ยิงถล่มผู้ก่อการร้ายทันที พร้อมกันนั้นพระองค์ได้เสด็จฯไปยัง "หลุมบุคคล" รอบฐานปฏิบัติการ ทรงให้คำแนะนำแก่ทหารถึงวิธีวางกำลัง การจัดฐานและวางระบบป้องกันตนเอง รวมทั้งทรงแนะนำเรื่องการกำหนดมุมยิงของปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอีกด้วย
กระทั่งเวลา 16.00 น. ผู้ก่อการร้ายยังระดมยิงก่อกวนอยู่ตลอดเวลา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จึงทรงบัญชาการให้ทหารยิงโต้ตอบ พร้อมสั่งการให้ชุดปฏิบัติการออก "ลาดตระเวน" พิสูจน์ทราบด้วยพระองค์เอง โดยทรงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุด ท่ามกลางเสียทัดทานจากแม่ทัพภาคที่ 3 ด้วยเกรงว่าพระองค์จะทรงเป็นอันตราย แต่กระนั้นพระองค์ทรงมีรับสั่งด้วยพระสุรเสียงที่กล้าหาญว่า"ฉันต้องไปเพราะว่าเป็นหน้าที่ของทหาร" ขณะที่ทรงนำชุดปฏิบัติการออกลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ พระองค์ได้แสดงความกล้าหาญ มี "น้ำพระทัยเด็ดเดี่ยว" อย่างน่าสรรเสริญยิ่ง ทรงนำหน้าทหารบุกตะลุยไปตามเส้นทางทั้งขึ้น และทางลาด แม้จะพบกับหญ้าสูงรกทึบ ยากลำบากต่อการเคลื่อนที่ เสี่ยงอันตรายจากถูกซุ่มยิง และถูกกับระเบิด แต่พระองค์ไม่ได้ทรงหวาดหวั่น ระหว่างนั้นผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงมายังชุดปฏิบัติการของพระองค์ เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว แต่พระองค์ไม่ได้ทรงกลัวแต่ประการใด ทรงมีพระสติมั่นคง สั่งทหารดำเนินกลยุทธ์ยิงโต้ตอบ จนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ต้องล่าถอยไป
ท่ามกลางสถานการณ์ "ตึงเครียด" เพราะผู้ก่อการร้ายยังคงยิงเข้ามาไม่ขาด พระองค์ก็ทรงมีรับสั่งให้จัดชุดปฏิบัติการ นำพระองค์ไปยัง "หมู่บ้านหมากแข้ง" โดยทรงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ แม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากฐานปฏิบัติการมาก และเส้นทางมีอันตรายรอบด้าน
การเสด็จฯไปยังหมู่บ้านหมากแข้งแห่งนี้ทรงมีพระราชประสงค์เพื่อฟื้นขวัญกำลังใจแก่ราษฎร ท่ามกลางความปลื้มปีติยินดีของชาวบ้าน พระองค์ได้ทรงไต่ถามทุกข์สุข และขอให้ราษฎรทุกคนอย่าได้ย่อท้อวิตกกังวล ขอให้เชื่อมั่นว่า "ทหารจะคุ้มครองความปลอดภัยให้อย่างเต็มที่"
นายตุ แสงราช อายุ 80 ปี บ้านเลขที่ 89 หมู่ 4 บ้านหมากแข้ง ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย ได้เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นคนแรกที่วิ่งไปจับปืนแก็ปออกไปช่วยตำรวจต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในขณะนั้นตนมีอายุ 43 ปี เห็นว่ามีการปะทะกันหนักตำรวจต้องได้รับบาดเจ็บหลายนาย จนวันที่ 4 พ.ย.2519 ขณะที่การสู้รับรุนแรง ก็มีเฮลลิอคอปเตอร์บินมาลง ณ บ้านหมากแข้ง 3 ลำ 1 จำนวนนั้นตนเห็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในขณะนั้น มาด้วย เครื่องยังไม่แตะพื้น พระองค์สวมเครื่องแบบทหารไทยกระโดดลงมาพร้อมอาวุธปืน เอ็ม 16 และปืน เอ็ม 79 วิ่งไปยิงปะทะกับผู้ก่อการร้ายทันทีพร้อมกับนายทหารอีก 1 นาย สักพักใหญ่พระองค์วิ่งกลับมาที่ที่ฐานเพื่อตรวจเยี่ยมอาการของตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บและไปตรวจเยี่ยมประชาชน ครู นักเรียนที่โรงเรียน ด้วย และทรงเสด็จประทับแรมที่ฐานเป็นเวลา 1 คืน 2 วัน และการต่อสู้สงบลงพระองค์จึงเสด็จกลับ
ตนขอกล่าวในนามพสกนิการชาวบ้านหมากแข้งว่า เห็นว่าพระองค์ได้ทรงกล้าหาญ ไม่ย่อท้อไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตราย สู้รบกับทหาร ตำรวจเพื่อเอาชนะศัตรูได้ ประชาชนซาบซึ้งพระองค์สร่างแรง สร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในพื้นที่สู้รบ ที่ประชาชนไม่อาจลืมได้ตลอดชีวิต และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง ก็ขออำนวยอวยพรชัยให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระองค์จงมีแต่ความสุข อายุมั่นยืนนานตลอดไป