เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทวี"จี้รื้อ พ.ร.บ.แข่งขันการค้า ทลายทุนผูกขาดกินรวบประเทศ

18 พ.ค. 2569

"ทวี"จี้รื้อ พ.ร.บ.แข่งขันการค้า ทลายทุนผูกขาดกินรวบประเทศ

"พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" เปิด 7 ไฮไลต์แก้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า หวั่นยกเลิกโทษจำคุกเอื้อทุนใหญ่ ค้านระบบกินรวบ ดันกฎหมายคุ้มครองประชาชนสร้างเศรษฐกิจเท่าเทียม

18 พฤษภาคม 2569 จับตาความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร กับการพิจารณาร่าง แก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อสกัดกั้นเมกะโปรเจกต์ และการควบรวมกิจการของกลุ่ม ทุนผูกขาด ที่กำลังฝังรากลึกกินรวบเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาเปิดโปงวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นร้อน พร้อมแสดงความกังวลต่อการตัดโทษอาญาจำคุกออกไป ซึ่งอาจทำให้กฎหมายใหม่ กลายเป็นเพียงเสือกระดาษที่ไร้เขี้ยวเล็บในการจัดการ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของ ประชาชน ตัวเล็กในสังคมได้จริง 


โดย พ.ต.อ.ทวี ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า 

 

ร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า… อย่าปล่อยให้ทุนใหญ่อยู่เหนือกฎหมายและประชาชน !

 

ในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 มีกำหนดการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ร่างแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ผมสรุปได้ 7 ประเด็น คือ

 

1. เพิ่มอำนาจให้ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่ทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล เช่น โทรคมนาคม พลังงาน ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. นี้อย่างเท่าเทียม และบังคับใช้ครอบคลุมพฤติกรรมนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้สามารถลงโทษผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำความผิดนอกราชอาณาจักรได้ หากการกระทำนั้นส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อตลาดภายในประเทศ

2. แก้ไขให้ “คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า” หรือ กขค. ให้มาจากการคัดเลือกโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร จากเดิมที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ปรับจำนวนและกำหนดสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญ โดยปรับลดจำนวนกรรมการเหลือ 7 คน รวมประธานและรองประธาน และกำหนดสัดส่วนความเชี่ยวชาญให้ชัดเจน เช่น ด้านนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการคุ้มครองผู้บริโภค และต้องมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี เพิ่มเกณฑ์ชี้วัดผลงาน หรือ KPI ความสำเร็จในการดำเนินงาน หากกรรมการไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินจะต้องพ้นจากตำแหน่ง

 

3. การควบรวมกิจการที่อาจลดการแข่งขันทำให้เกิดผู้มีอำนาจเหนือตลาด หรือกรณีผู้มีอำนาจเหนือตลาดจะควบรวมกิจการ จะต้องยื่นขออนุญาตและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการก่อน แก้ไขคำนิยามและการพิจารณาปัจจัยให้ครอบคลุมสภาพการแข่งขันและแนวโน้มในอนาคต โดยเปรียบเทียบกับผู้ประกอบธุรกิจอื่นในระบบ

 

4. เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ต่อสาธารณะ บังคับให้เปิดเผยผลคำวินิจฉัยฉบับเต็ม รวมถึงคำวินิจฉัยส่วนตน หรือความคิดเห็นแยกรายบุคคล ของกรรมการทุกคนต่อสาธารณชนภายใน 15 วัน และในระหว่างที่คดีอยู่กระบวนการพิจารณา สำนักงานมีหน้าที่ต้องเผยแพร่รายงานความคืบหน้าของคดีต่อสาธารณชนเป็นประจำทุกเดือน

 

5. ยกเลิกโทษอาญาจำคุกในความผิดฐานผูกขาด มาตรา 50, 54, 55, 57 แล้วเปลี่ยนเป็นโทษปรับเป็นพินัย หรือโทษทางปกครองแทน กำหนดอัตราโทษปรับเป็นพินัยโดยคิดเป็นร้อยละของรายได้ในปีที่กระทำความผิด เช่น ไม่เกินร้อยละ 10 หรือร้อยละ 20 ของรายได้ หรือคิดตามมูลค่าธุรกรรมการรวมธุรกิจ เพื่อให้มีบทลงโทษทางเศรษฐกิจที่รุนแรงต่อทุนใหญ่

 

6. “ผู้แจ้งเบาะแส” เพิ่มหลักเกณฑ์การยกเว้นหรือลดหย่อนค่าปรับเป็นพินัยให้แก่ผู้ร่วมกระทำผิดที่กลับใจเข้ายื่นคำขอและให้ข้อมูลพยานหลักฐานเป็นรายแรก เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ทลายการฮั้วหรือข้อตกลงลับได้ง่ายขึ้น กำหนดให้การฟ้องคดีอาญา คดีเรียกค่าเสียหาย และคดีความผิดทางพินัย ไปอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แทนศาลปกครองหรือศาลระบบเดิม

 

7. กำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้สูงสุดถึง 3 เท่า หรือศาลสั่งได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่าแต่ไม่เกิน 4 เท่า ของความเสียหายที่แท้จริง ขยายอายุความและกำหนดการสะดุดหยุดลงเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรจะรู้ถึงเหตุ และหากผู้เสียหายยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน ให้อายุความสะดุดหยุดลงทันที และปรับเพิ่มเพดานอัตราค่าธรรมเนียม เช่น การขออนุญาตรวมธุรกิจปรับขึ้นเป็นครั้งละ 5,000,000 บาท การขอให้วินิจฉัยล่วงหน้าปรับขึ้นเป็นครั้งละ 500,000 บาท 



"ทวี"จี้รื้อ พ.ร.บ.แข่งขันการค้า ทลายทุนผูกขาดกินรวบประเทศ

 

ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่เคยขาดแคลนกฎหมายเศรษฐกิจ มีทั้ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า กฎหมายเฉพาะ มีคณะกรรมการกำกับดูแลระดับชาติ และที่สำคัญมีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดระบุไว้อย่างชัดเจนว่า อาทิ มาตรา 75 ให้รัฐจัดระบบเศรษฐกิจที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม ขจัดการผูกขาดที่ไม่เป็นธรรม “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่แข่งขันกับเอกชน” แต่รัฐเอง กับมีรัฐวิสาหกิจประมาณ 55 รัฐวิสาหกิจ ที่ประกอบกิจการแข่งกับเอกชน หรือ ตามมาตรา 56 สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในการดำเนินชีวิต รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 ไม่ได้ ที่สำคัญ ต้องไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งหมายถึงราคาค่าไฟฟ้า น้ำมัน นั้นเอง

 

แต่พบว่ากฎหมายต่าง ๆ ขาดการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและอย่างความสัตย์ซื่อ กลายสภาพเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ปล่อยให้ผู้ทรงอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมาย และความทุกข์ร้อนของประชาชน มีอำนาจเหนือตลาด

 

อาทิ ด้านการค้าขายที่เป็น“ค้าปลีก-ค้าส่ง” ระบบนิเวศกินรวบชุมชน ซึ่งในอดีตเงินสดที่ชาวบ้านซื้อของ
จากร้านโชห่วย หรือตลาดสดจะหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ เกิดเป็น ตัวคูณทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่ปัจจุบันทุนยักษ์ใหญ่ได้เปลี่ยนกติกานี้ไปสิ้นเชิง ดูจาก รายงานประจำปีของบริษัทยักษ์ใหญ่ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ช่วยให้เห็นภาพผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนคนรากหญ้าทั้งประเทศ ที่ถูก"สูบเงินสด" จากชุมชนเข้าบริษัทใหญ่ที่ กทม. จนเงินสดในชุมชนหายไปที่มีจำนวนร้านสะดวกซื้อสูงถึง 15,945 สาขา และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละกว่า 600-700 สาขา เกิดการผูกขาด บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มสูงถึง 78.8%


สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่การขยายสาขา แต่ควบคุมตั้งแต่ระบบค้าส่ง ค้าปลีก แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ร้านโชห่วย แผงลอย หรือตลาดสด จึงไม่มีอาวุธใดไปแข่งขันได้ ผลลัพธ์คือ รายได้จากชุมชนไหลเข้าสู่ส่วนกลาง ชุมชนกลายเป็นเพียงแหล่งบริโภค แต่ไม่ใช่แหล่งสะสมทุนอีกต่อไป

 

ด้าน   “พลังงาน” น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า ฯ กำหนดรัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า ร้อยละ 51 มิได้ แต่ปรากฏว่าปัจจุบันรัฐไม่ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ปล่อยให้นายทุนพลังงานสัมปทานผูกขาดเป็นผู้ผลิตมากถึง 70% จนกลุ่มเอกชนนายทุนร่ำรวยจนทนไม่ไหว เป็นอันดับมหาเศรษฐีระดับต้นของประเทศ ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าและน้ำมันแพงจนเดือดร้อนระงม หรือด้านโทรคมนาคม รัฐให้สัมปทานเอกชนผูกขาดปล่อยให้มีการควบรวมกิจการของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเหลือผู้ให้บริการหลักเพียง 2 ราย ส่งผลให้คนไทยที่ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 133 ล้านเลขหมาย ตกอยู่ภายใต้ตลาดที่ไร้ทางเลือก แม้คำตัดสินของศาลปกครองจะยืนยันมติของ กสทช. ว่าถูกต้องตามขั้นตอน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ที่ผ่านมา กลับยังไม่ได้ครอบคลุมธุรกิจโทรคมนาคม หรือ

 

ด้านคมนาคม ระบบราง และโลจิสติกส์ พบว่าโครงการจากรัฐกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยบริษัทที่ได้รับงานอันดับ 1 มีมูลค่ารวมสูงกว่า 337,396 ล้านบาทเศษ อันดับ 2 มีมูลค่ารวมกว่า 315,016 ล้านบาทเศษ และอันดับ 3 มีมูลค่ารวมกว่า 117,948 ล้านบาทเศษ การกระจุกตัวของทุนผูกขาดสัมปทานเอาสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปจากประชาชน เมื่อครบกำหนดสัมปทานก็มักจะได้รับการขยายอายุสัญญาต่อออกไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เป็นต้น

 

ที่เป็นกังวลและส่วนตัวไม่เห็นด้วยในร่างแก้ไขนี้ ได้ยกเลิกโทษจำคุกที่มีในโทษทางอาญาออกไป การควบคุมกลุ่มทุนใหญ่ ที่มีอำนาจเหนือตลาดก็ทำได้ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว ถือเป็น “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง” เพราะพวกเขามีทั้งเงิน มีทั้งอิทธิพล และมีนักกฎหมายมือดีคอยหาช่องว่าง แต่ร่างใหม่ให้เหลือเพียงโทษปรับทางแพ่ง หรือมาตรการทางบริหาร ซึ่งสำหรับกลุ่มทุนระดับแสนล้าน การจ่ายค่าปรับ 1-10 ล้านบาทถือว่าต่ำมาก เพื่อแลกกับการได้ผูกขาดตลาด และกอบโกยผลประโยชน์จากกระเป๋าประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกับความผิดที่ทำไป ต้องคงโทษจำคุกเหมือนนานาประเทศที่มีโทษจำคุก

 

ขณะเดียวกัน ประเทศจำเป็นต้องมีผู้นำ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็ง กล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า เท่าเทียม และกล้าตัดวงจรผลประโยชน์และอิทธิพลที่อยู่เหนือหลักนิติธรรม ซึ่งความยุติธรรมที่แท้จริงต้องรวมถึงการควบคุมไม่ให้รัฐทุจริต หรือใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมเสียเองด้วย เพราะประเทศไทยต้องเหลือพื้นที่ให้ประชาชนตัวเล็กยังมีตลาด มีทุน มีโอกาสแข่งขัน และมีศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม