เนชั่นทีวี

ข่าว

จำคุก "ทักษิณ" 5 ปี ปมหุ้นชินคอร์ปฯ

30 ก.ค. 2563 | chairat_pat

จำคุก "ทักษิณ" 5 ปี ปมหุ้นชินคอร์ปฯ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก "ทักษิณ ชินวัตร" 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปมหุ้นชินคอร์ปฯ

(30 กรกฎาคม 2563) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ภาษีหุ้นชินคอร์ป...ใครรับผิดชอบ!
โดยคดีดังกล่าวยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2541 ว่า ระหว่างวันที่ 9 ก.พ. 2544 -19 ก.ย. 2549 ขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ ในสองวาระติดต่อกัน กระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 100 ในการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรขั่น จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัทชินคอร์ปฯ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยให้บุคคลอื่นมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทน และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 , 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต มีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการโทรคมนาคม

ซึ่งระหว่างพิจารณา จำเลยหลบหนี ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมา มีการประกาศใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ศาลจึงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ พร้อมอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยในวันนี้ (30ก.ค.)

ทั้งนี้ ศาลวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 (2) ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งนายกฯในสองวาระ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยยังคงเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยให้บุคคลอื่นมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทน อันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม

อีกทั้ง ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยให้บุคคลอื่นเป็นผู้ถือหุ้นแทนต่อเนื่องมาโดยตลอด เพียงแต่ในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยดำรงตำแหน่งนายกฯในสองวาระติดต่อกัน ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเดียว ซึ่งการกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

ขณะเดียวกัน ศาลยังวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามกฏหมาย ได้หมดนโยบายและสั่งการให้ประกาศพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2546 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2546 เพื่อจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐ โดยคณะรัฐมนตรีที่จำเลยเป็นหัวหน้ารัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องลดอัตราภาษีและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68 ) ลงวันที่ 28 ม.ค. 2546 ให้ลดพิกัดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต สำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากอัตราร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10

นอกจากนี้ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2546 เห็นชอบแนวทางให้คู่สัญญาเอกชน นำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ค่าสัมปทานที่คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องนำส่งให้คู่สัญญาภาครัฐได้ จำเลยดำเนินการดังกล่าวเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัทเอไอเอส ซึ่งได้รับสัมปทานดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือ ทศท. และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ซึ่งได้รับสัมปทานดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก ทศท.

โดยทั้งสองบริษัท เป็นบริษัทในเครือของบริษัทชินคอร์ปฯ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ให้ทั้งสองบริษัทได้รับคืนเงินภาษีสรรพสามิตที่ชำระแล้ว โดยมีสิทธิ์นำไปหักออกจากค่าสัมปทาน เป็นผลให้ ทศท.และ กสท.ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการมีส่วนได้เสีย ในกิจการโทรคมนาคม อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พิพากษาว่ามีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป


อย่างไรก็ตาม องค์คณะผู้พิพากษามติเสียงข้างมาก ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุก 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 5 ปี โดยให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อ จากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

อนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุกนายทักษิณ คดีเอ็กซิมแบงก์ เป็นเวลา 3 ปี และคดีหวยบนดิน เป็นเวลา 2 ปี และล่าสุดคดีแปลงค่าสัมปทานเอื้อชินคอร์ปฯ พิพากษาจำคุก 5 ปี รวมโทษจำคุกนายทักษิณทั้งหมด 10 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนคดีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุกคดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก จำคุก 1 ปี หมดอายุความไปแล้ว

ข่าวล่าสุด