ความยืดเยื้อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ยาแรงในการควบคุมสถานการณ์ด้วยการประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ปิดสถานที่เสี่ยงในการแพร่ระบาดชั่วคราว และควบคุมเวลาการออกจากเคหะสถาน ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าหน้ากว่าภาคการท่องเที่ยว คืออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่คาดว่าทั้งปีรายได้จะหายมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท และเตรียมปิดกิจการมากกว่า 50% ยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ระบุ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มประเมินในกรณีดีสุด คือสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ยืดเยื้อไปจนถึงเดือนมิ.ย. และผู้ประกอบการไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ตรงจุด จะทำให้เม็ดเงินในภาคอุตสาหกรรมทั้งยอดขายในประเทศและการส่งออกทั้งปีหายไปประมาณ 1.5 แสนล้านบาท แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อมากกว่าเดือนมิ.ย. คาดว่าเม็ดเงินในภาคอุตสาหกรรมทั้งปีจะหายไปถึง 1.8 แสนล้านบาททั้งนี้ เม็ดเงินที่หายไปนั้นมาจาก 2 ส่วน คือ ภาคการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่มที่มีมูลค่าการส่งออกต่อปีประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยคาดว่าการส่งออกกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มปี 2563 จะติดลบ 40-50% หรือคิดเป็นมูลค่าที่หายไปประมาณ 5 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท จากการที่ผู้ซื้อทั่วโลกชะลอคำสั่งซื้อจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ล่าสุดผู้ซื้อต่างประเทศยกเลือกคำสั่งซื้ีอเข้ามาแล้วมากกว่า 70% ส่วนผลกระทบจากยอดขายในประเทศที่มีมูลค่าตลาดประมาณปีละ 1.5-2 แสนล้านบาท ปัจจุบันกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ ผู้ผลิตแบรนด์สินค้าเสื้อผ้าที่ขายตามห้างสรรพสินค้า และค้าส่งเสื้อผ้าย่านประตูน้ำ โบ๊เบ๊ หยุดกิจการชั่วคราว 100% แม้บางส่วนจะหันไปค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ก็เพิ่มสัดส่วนยอดขายได้แค่ 20% จากการค้าปกติ หรือยอดขายหายไปสัดส่วน 80% คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 2-5 หมื่นล้านบาทขณะที่ กลุ่มรับจ้างผลิตที่ขณะนี้ได้หันไปผลิตหน้ากากผ้าแทนแล้ว และรับจ้างผลิตชุด พีพีอี ให้บุคลากรทางการแพทย์ แต่การผลิตหน้ากากผ้าคาดว่าในอีก 2 เดือนก็จะล้นตลาดเช่นกัน ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดเดือนเม.ย. กลุ่มเหล่านี้ก็จะไม่ได้ผลิตหน้ากากผ้าออกมา สิ่งที่น่าห่วงคือแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มหลังจากนี้จะผลิตสินค้าใด เมื่อไม่ผลิตก็ต้องปิดกิจการ ซึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีแรงงานรวมกันมากกว่า 4-5 แสนคน จาก 2,700 โรงงาน หากปิดกิจการมากกว่า 50% ภายในเดือนพ.ค. จะมีแรงงานตกงานมากถึง 2 แสนคนอย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงได้อย่างตรงจุด ซึ่งขอเพียงเรื่องเดียว คือการให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าแรงที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมอย่างน้อย 3 เดือน เพราะเมื่อโรงงานไม่มีรายได้ ต้องหยุดกิจการแต่ยังต้องจ่ายค่าแรงให้แรงงาน 75% ซึ่งจะนำเงินจากไหนมาจ่ายค่าแรง เพราะขายสินค้าไม่ได้ ดังนั้นรัฐควรนำเงินกองทุนประกันสังคมที่นายจ้างจ่ายให้ทุกเดือนมาเป็นค่าแรงให้กับแรงงาน ถือเป็นทางรอดให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม หากไม่เช่นนั้นก็ต้องปิดกิจการและปลดคนงานในท้ายที่สุด
ทีมข่าวเศรษฐกิจเนชั่นทีวีรายงาน