กรณีที่มีข่าวว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศตุรกีส่วนใหญ่เกิดจากการใส่รองเท้าเข้าบ้านทำให้เชื้อเกิดการแพร่การกระจายภายในบ้านจนทำให้เกิดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากนั้นนพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจ้งว่า รองเท้าอาจจะเป็นปัจจัยทำให้ติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากรองเท้าไปสัมผัสเชื้อไวรัสในสารคลั่งหลั่งที่ตกลงพื้นที่ต่างๆ และด้วยพฤติกรรมของประชาชนจะใช้มือถอดรองเท้า ซึ่งมือมีความเสี่ยงที่ไปสัมผัสเชื้อโควิดที่คิดอยู่กับรองเท้าแล้วเผลอมาสัมผัสที่ใบหน้า จึงเป็นสาเหตุให้มีการติดเชื้อโควิด-19ส่วนการใส่รองเท้าเข้าบ้านหรือถอดหน้าบ้านไม่ได้เป็นปัจจัยหลักให้มีการติดเชื้อเพิ่มแต่ปัจจัยหลักคือ การสัมผัสเชื้อที่รองเท้าแล้วมาสัมผัสที่ใบหน้า
ดังนั้นจึง ขอให้ประชาชน หมั่นล้างมือ และหลีกเลี่ยงการนำมือไปสัมผัสที่ใบหน้า.
ส่วนการเปรียบเทียบสถานการณ์ไทยกับสหรัฐอเมริกาขณะนี้มีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อเป็นอันดับต้นๆของโลก นายแพทย์ ธนรักษ์ อธิบายว่า วิธีการรับมือของสาธารณสุขทั้ง2ประเทศไม่ต่างกัน แต่ปัจจัยพฤติกรรมของประชากรเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ปริมาณผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดนฝยเฉพาะการอยู่ในพื้นที่ชุมชนคนจำนวนมาก / การอยู่ในพื้นที่แออัด เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ รวมกับพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อยังใช้ชีวิตประจำวันปกติ ก็สามารรถทำให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังคนอื่นในจำนวนมากๆได้.
สำหรับประเทศไทยช่วงแรกมีการควบคุมการระบาด มีการสำรวจว่า คนติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่เชื้อได้ 1.5 - 1.6 คน. ต่อมากระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำการสร้างระยะห่างทางสังคม เป็นปัจจัยที่สามารถยังยั้งการแพร่เชื่อได้ ยกตัวอย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน. ที่มีการสำรวจพบว่า ผู้ติดเชื้อในระยะแรกเป็นบุคคลในครอบครัวดังนั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน การควบคุมเชื่ออยู่ที่วิธีการปฎิบัติของผู้ป่วยและคนรอบข้างของผู้ป่วยส่วนกรณีชาวบ้านในจังหวัดหนึ่งนำต้นกะเพรามาแขวนหน้าบ้าน โดยเชื้อว่าจะป้องกันโควิด-19 ได้ นายแพทย์ ธนรักษ์ อธิบายว่า ไม่มีเครื่องรางของขลังใด หรือต้นกะเพราที่นำมาแขวนไว้หน้าบ้าน ไม่สามารถป้องกันโควิด-19 อยู่ที่พฤติกรรมของประชาชนในการเว้นระยะห่างทางสังคม การปฎิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดหรือไม่.