คนดังเซเลบริตี้ ต้องการให้รัฐบาลปิดประเทศ มองเรื่องนี้อย่างไร?
"มันมี 3 ทาง ทางที่หนึ่งอังกฤษเขาปล่อยตามยถากรรม ให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกัน แต่ก่อนจะมีภูมิคุ้มกันจะเป็นจะตายเขาปล่อยตามยถากรรม ซึ่งตอนนี้เขาดูจะเปลี่ยนใจแล้วนะ
สองชัตดาวน์เลยแบบอิตาลี แต่ก็ไม่ได้ผล ประเทศไทยเราเลือกตรงกลาง เราไม่ปล่อยไปตามยถากรรม หรือปิดไปเลย แต่เราใช้มาตรการเข้ม เลือกปิดบางสิ่งบางอย่าง ถ้าปิดตายหมายถึงห้ามออกจากบ้านหมดทุกคน ถ้าจะออกต้องขออนุญาตแสดงความจำเป็นที่ชัดเจน อย่างเช่นประเทศจีน มีคนออกจากบ้านได้เพียงคนเดียว ทำอะไรไม่ได้เลย ต้องอยู่บ้าน บนถนนต้องมีตำรวจทหารยืนคุมอยู่ ใครออกมานอกบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องถูกกลับเข้าไป การนัดเจอกันต้องขออนุญาตว่าเป็นใครออกมาจำนวนเท่าไหร่ อเมริกานัดเจอได้ไม่เกิน 10 คน ออสเตรียไม่เกิน 5 คน ขณะเดียวกันถ้าปิดทั้งหมด ร้านค้าที่ไม่จำเป็นจะปิดหมด จะเหลือแค่คลินิก ร้านยา รพ. และร้านอาหารเท่านั้น ตลาดนัดปิด หาบเร่ปิด แผงลอยปิด คนทำงานรายวันที่ไม่ใช่เงินเดือนจะอยู่อย่างไร SME จะอยู่อย่างไร บริษัทใหญ่ที่ไม่ได้ทำงานนานๆ จะประกาศลดเงินเดือน เราจะอยู่อย่างไร ฉะนั้นเราจะใช้มาตรการเข้มคือเลือกปิดการติดได้ง่ายๆ ซึ่งพอเกิดตรงนี้เกิดขึ้น ก็มีจังหวัดอุทัยธานีและบุรีรัมย์ แต่พอลงไปดูรายละเอียดก็เหมือนสิ่งที่รัฐบาลทำ อย่างเช่น บุรีรัมย์ ใครจะเข้าเมืองก็วัดอุณหภูมิ ของเราเองเข้ามาทางไหนก็มีเทอร์โมสแกนเหมือนกัน เรามองว่าที่เหล่านี้คนมันเยอะ โอกาสติดเยอะก็จำเป็นต้องกระชับพื้นที่ว่าเปิดไม่ได้ แต่ก็มีคนหัวหมอนะ บางสถานบริการที่เข้าข่าย เข้าข่ายเพราะเขาเปิดดนตรี ขายเหล้า บางที่บางแห่งเขาก็เลยเลิกขายเหล้า เลิกเปิดดนตรี เผื่อจะขายได้ นายกฯ เลยต้องเพิ่มนิยามว่าธุรกิจที่คล้ายๆ กันก็ให้ปิดด้วย"
ย้อนกลับไปวันที่ 15 ที่ผ่านมา นายกฯ แถลงแนวทางที่เกิดขึ้น ฟังดูเหมือนจะงง?"คนไม่ได้ตำหนิที่งง แต่ตำหนิที่ฟังแล้วทำให้นายกฯ ดูไม่ดี"เหตุนี้หรือเปล่าถึงทำให้คนมองว่าจัดการปัญหาโควิด-19 ไม่ได้เรื่อง?"จริงๆ แล้วถ้าเราดูว่าภายใน 2 เดือนที่เกิดขึ้น ถ้ายังไม่มีเหตุการณ์สนามมวยและผับที่ 11 คนไป ของเราจัดการได้อย่างดี ตาย 1 คน สาหัส 1 คนในตอนนั้น อาการติดเป็นเลขเดียวรายวัน มันมีการกระจายอย่างรวดเร็ว คนบอกว่าเราจัดการห่วยแตกต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน อเมริกา และกรุณาอ่านข่าวด้วย อาจารย์สุภางค์อยู่เยอรมัน บอกว่าเราจัดการได้ดีกว่าเยอรมันมาก นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ก็บอกว่าที่นี่จัดการได้ดีกว่าเมืองของเขามาก ก็มีคนหลายๆ คนที่พูดอย่างนี้ แต่ไม่วายมีคนทำให้เราห่วยแตก เพื่อไล่รัฐบาล ถ้าจะโทษรัฐบาลโทษอะไร โทษที่สื่อสารไม่ดีพอ"
ประเทศไทยเข้าสู่เฟส 3 แต่รัฐบาลไม่ยอมบอกหรือเปล่า?"ยัง หมอมารายการหลายคนแล้ว เขาบอกว่าถ้าจะเข้าเฟด 3 ต้องมีเงื่อนไข ต้องติดกันหลายชั้น อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ และหาที่มาที่ไปไม่ได้ อย่างนั้นถึงจะเข้าเฟด 3 อย่างที่ติดกันเยอะๆ เราก็รู้ว่าจากสนามมวย พอจากสนามมวยก็ไปจังหวัดนั้นจังหวัดโน้น เขาบอกได้หมด ขณะเดียวกัน คนที่ไปติดต่อกับต่างชาติ ไม่ว่าจะทำธุรกิจในประเทศไทย หรือเดินทางไปต่างประเทศ เราก็ยังรู้ที่มา คนไปเที่ยวผับเที่ยวเทคก็รู้ที่มา เมื่อเรารู้ที่มามันจึงยังไม่เข้าเฟด 3 แต่มีคนบางกลุ่มบางพวกอยากให้เราเข้าเหลือเกิน เพราะถ้าเข้าอย่างนั้นจะได้ประณามรัฐบาลว่าเอาไม่อยู่แล้ว ทำไม่ดีแล้ว และมีคนปล่อยเฟคนิวส์เยอะมาก"ฝ่ายค้านต้องการให้รัฐบาลประชุมวิสามัญเรื่องนี้ มาตรการโควิด เอาเข้าที่ประชุมรัฐสภา แต่รัฐบาลบอกว่าอันตราย?"มันก็จริง ตอนนี้เรากำลังรณรงค์เรื่องการเว้นระยะห่าง ถ้าสภาเกิดประชุมจะนั่งกันยังไง ถ้าจำนวน 750 จะนั่งกันยังไง เราจะรู้ได้ไง ใครเป็นพาหะไม่พาหะ อย่าลืมว่าอาการไม่ได้เกิดขึ้น 2-3 วัน คนเป็นพาหะอาจไม่แสดงอาการยังไงก็ได้"เขาจะหลอกด่ารัฐบาลหรือเปล่า?"โซเชียลก็คุยกันอย่างนั้น แต่ไม่มีหลักฐานจะไปกล่าวหาเขา ก็มองเขาในแง่ดีว่าเขาอยากถกอภิปรายเผื่อได้คำแนะนำ พี่ก็มีคำแนะนำนะ ถ้ามีคำแนะนำดีๆ คุณให้สัมภาษณ์ก็ได้ ถ้าเราหวังดีกับประเทศชาติ มีความคิดดีๆ เวลานี้ไม่ต้องคิดว่าใครเป็นฝ่ายค้านใครเป็นรัฐบาล เราคิดแค่ว่าเราเป็นคนไทย จะทำให้พ้นวิกฤตนี้ได้อย่างไร ฉะนั้นถ้าเรามีความคิดดี มีแนวทางที่ดี แนะนำมาสิคะ"
ล่าสุดฝ่ายค้านแนะนำรัฐบาลให้ยกระดับมาตรการโควิด เพิ่มความรุนแรงเพิ่มขึ้น?"รัฐบาลพูดชัดๆ ว่าเราไม่ได้อยู่ในระยะ 3 แต่ที่เรากำลังพูดนี่คือเตรียมรองรับระยะ 3 ซึ่งมันต่างกันนะ นายกฯ ก็นั่งหัวโต๊ะ บรรดาหมอที่มาล้วนแล้วแต่เป็นบรมครู หลายคนเป็นอดีตคณบดี มีตำแหน่ง เขาก็ให้คำแนะนำดีๆ แล้วนายกฯ ก็เชื่อคำเหล่านี้ คือถ้าเมื่อก่อนคุณไม่เชื่อลมปากนักการเมือง แต่ตอนนี้สิ่งที่นายกฯ เสนอ เป็นความคิดของบรรดาเหล่าบรมครูทั้งหลาย หลายคนเป็นนักระบาดวิทยา รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี และให้คำแนะนำ โดยเฉพาะเรื่องการเว้นระยะห่าง การอยู่ในลิฟต์ต้องยืนอย่างไร ไม่ให้จัดงานรวมตัวกัน หมอเขาแนะนำแบบนี้"