7 มี.ค.63 - "นายสราวุธ เบญจกุล" เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีล่าสุดที่เช้าวันหยุดนี้ ผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ได้ยิงตัวเองเข้าที่บริเวณอกข้างซ้าย บาดเจ็บสาหัสที่บ้านพัก จ.เชียงใหม่ แล้วเสียชีวิตในเวลาต่อมาระหว่างการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของผู้พิพากษาคณากรยังลงรายละเอียดหนังสือลาที่ยังคงกล่าวถึงภาวะกดดันการพิจารณาคดีในอดีตขณะประจำอยู่ที่ จ.ยะลา สังกัดสำนักงานอธิบายผู้พิพากษาภาค 9 ว่า ครั้งแรกเมื่อเกิดขึ้นที่ผู้พิพากษาคณากร ก่อเหตุยิงตัวเองในห้องพิจารณาคดีและมีการไลฟ์สดลงเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 4 ต.ค.62 และได้มีหนังสือแถลงถึงความเครียดการพิจารณาคดีที่อ้างว่ามีการแทรกแซงการตรวจสำนวนโดยผู้บังคับบัญชานั้น หลังจากนั้นตนรายงานข้อเท็จจริงที่รวบรวมในเบื้องต้นให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ทราบทันที
โดยที่ประชุม ก.ต.ก็มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทุกประเด็นทั้งการก่อเหตุ และกรณีที่ถึงการแทรกแซงการพิจารณาพิพากษา ซึ่งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงก็สรุปว่าการก่อเหตุของท่านคณากร มีการนำอาวุธปืนเข้าไปภายในบริเวณศาลและก่อเหตุภายในอาคารศาลอาจจะผิดวินัย ที่ประชุม ก.ต.จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ซึ่งระหว่างนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดและเป็นไปตามขั้นตอนจึงให้ย้ายท่านคณากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา มาช่วยราชการปฏิบัติหน้าที่ในกองผู้ช่วยศาลอุทธรณ์ภาค 5 จ.เชียงใหม่ โดยทำหน้าที่ช่วยตรวจดูสำนวน เพียงแต่จะไม่ได้นั่งบัลลังก์พิจารณาคดีเหมือนศาลชั้นต้น ซึ่งปัจจุบันก่อนเกิดเหตุการยิงตัวเองครั้งล่าสุด การสอบวินัยยังดำเนินอยู่ตามขั้นตอน ยังไม่ได้มีมติใดออกมา ส่วนการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับอาวุธปืนนั้น ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนก็รวบรวมพยานหลักฐานอยู่และเคยมีหนังสือแจ้งขออนุญาตประธานศาลฎีกาในการจะดำเนินคดีอาญาแล้ว
สำหรับประเด็นที่การแทรกแซงพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ในการตรวจสอบชั้นแรกของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ก.ต. เห็นว่าไม่มีมูล ไม่ปรากฏเรื่องการแทรกแซง แต่มีข้อสังเกตุว่าอาจจะเป็นเรื่องของระบบการตรวจสำนวนที่ต้องพิจารณาว่ามีปัญหาปรับแก้หรือไม่ ดังนั้นจึงให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเพื่อพิจารณาประเด็นระบบตรวจสำนวน ที่ให้มีผู้พิพากษาที่เป็น ก.ต. รวมทั้งคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ ก.บ.ศ. (ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการออกระเบียบ-กฎหมายสนับสนุนการทำหน้าที่ศาลยุติธรรม) เป็นคณะกรรมการ
เมื่อถามถึงปัญหาความเครียดของผู้พิพากษาในการปฏิบัติหน้าที่ตัดสินคดี กระทั่งนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เคยแถลงนโยบายเมื่อครั้งขึ้นดำรงตำแหน่ง เห็นควรจะให้มีการตรวจประเมินสุขภาพทางจิตทุก 5 ปี
"นายสราวุธ" เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า เดิมในการตรวจสุขภาพของผู้พิพากษามีอยู่แล้ว ส่วนการประเมินสุขภาพจิตก็จะมี 2 ช่วง คือเมื่อสอบผ่านเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา กับช่วงที่พ้นจากตำแหน่งบริหารแล้วจะแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์เพื่อเป็นการระวังป้องกันและดูแลผู้พิพากษาประธานศาลฎีกาจึงให้มีการออกระเบียบที่ชัดเจนเพื่อให้มีการประเมินสุขภาพจิตของผู้พิพากษาทุกๆ 5 ปี เพราะที่ผ่านมาไม่มีการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ ซึ่งเรื่องนี้คณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) โดยนางวาสนา หงส์เจริญ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ได้นำเสนอร่างระเบียบหลักเกณฑ์และแนวทางการประเมินสมรรถภาพทางกายและจิตใจข้าราชการตุลาการ ให้ที่ประชุม ก.ต.พิจารณาไปครั้งแรกเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุม ก.ต.ได้ตั้งข้อสังเกตุไปบางจุดให้ปรับปรุงแก้ไข โดยจะมีการนำร่างระเบียบฯ นำเสนอที่ประชุม ก.ต.พิจารณาอีกเป็นครั้งที่สองในวันที่ 16 มี.ค.นี้