ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ ขู่จะฉีกข้อตกลงว่าด้วยการใช้ฐานทัพฟิลิปปินส์ของกองกำลังสหรัฐฯ หากสหรัฐฯไม่ออกวีซ่าให้แก่อดีตนายตำรวจซึ่งเป็นผู้ควบคุมสงครามยาเสพติด ในฟิลิปปินส์

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ ขู่จะฉีกข้อตกลงว่าด้วยการใช้ฐานทัพฟิลิปปินส์ของกองกำลังสหรัฐฯ หากสหรัฐฯไม่ออกวีซ่าให้แก่อดีตนายตำรวจซึ่งเป็นผู้ควบคุมสงครามยาเสพติด ในฟิลิปปินส์ นั่นคือโรนัลด์ เดลาโรซา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ซึ่งปัจจุบันเป็นวุฒิสมาชิก ของสภาฟิลิปปินส์

"ดูเตอร์เต" ขู่ระงับความร่วมมือกองทัพสหรัฐฯ เหตุระงับวีซ่านายตำรวจปราบยาเสพติด!


"ดูเตอร์เต" ขู่ระงับความร่วมมือกองทัพสหรัฐฯ เหตุระงับวีซ่านายตำรวจปราบยาเสพติด!


(โรนัลด์ เดลาโรซา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์)
เป็นอีกครั้งที่ผู้นำฟิลิปปิส์ ขู่จะลดหรือตัดขาดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หลังถูกสหรัฐฯ และนานาชาติวิจารณ์เรื่องการสังหารผู้ค้ายาเสพติด
สำหรับการกวาดล้างยาเสพติดของ ดูเตอร์เต นำมาสู่การวิสามัญฆาตกรรมผู้ค้าและผู้เสพยาราว 5,500 คนตามคำกล่าวอ้างของตำรวจ ขณะที่นักสิทธิมนุษยชนชี้ว่าตัวเลขที่แท้จริงสูงกว่านั้นถึง 4 เท่าตัว และอาจเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงมะนิลายังไม่ให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการยกเลิกวีซ่าอดีตนายตำรวจรายนี้
ขณะที่ทางด้าน ดูเตอร์เต บอกว่า "หากสหรัฐฯ ไม่แก้ไขเรื่องนี้เสีย หนึ่ง, ผมจะปิดฐานทัพ ซึ่งหมายถึงข้อตกลง Visiting Forces Agreement"
พร้อมประกาศจะให้เวลาสหรัฐฯ 1 เดือนในการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว

"ดูเตอร์เต" ขู่ระงับความร่วมมือกองทัพสหรัฐฯ เหตุระงับวีซ่านายตำรวจปราบยาเสพติด!


สำหรับ Visiting Forcrs Agreement หรือ VFA คือข้อตกลงว่าด้วยการอนุญาตให้สหรัฐฯ ส่งทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าร่วมการฝึกยุทธวิธีในฟิลิปปินส์ และยังกำหนดให้รื้อฟื้นปฏิบัติการซ้อมรบขนาดใหญ่ระหว่างทั้ง 2 ชาติ หลังจากที่สหรัฐฯ เคยปิดฐานทัพในฟิลิปปินส์ไปเมื่อทศวรรษ 1990
ดูเตอร์เต เคยขู่จะฉีกสัญญา VFA มาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2016 เนื่องจากไม่พอใจที่ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์สงครามยาเสพติดของเขานั่นเอง แต่มายุคนายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นมีท่าทีเป็นมิตรกับ ดูเตอร์เต ทำให้สถานการณ์ ความสัมพันธ์ ของสองประเทศคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
ดังนั้นจากเหตุดังกล่าวตัองดูท่าทีของสหรัฐฯ ว่าจะตอบสนองเรื่องนี้อย่างไร