แนวทางการดำเนินคดีทางกฎหมายกับ "สมคิด พุ่มพวง" หรือ "คิด เดอะ ริปเปอร์" ฆาตรกรรมต่อเนื่องที่ก่อคดีสะเทือนขวัญลงมือปลิดชีพหญิงสาวมาแล้ว 6 ราย แม้เขาจะถูกจับกุมตัวดำเนินคดีจนต้องเข้าไปรับโทษในเรือนจำครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อพ้นโทษกลับมาก็ยังเลือกที่จะก่อคดีฆาตกรซ้ำเดิมอีกหากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2548 สมคิดก่อเหตุฆาตกรรมมา 5 คดี ซึ่งผลคือการลงโทษประหารชีวิต แต่คำรับสารภาพของนายสมคิด เป็นประโยชน์ศาลจึงลดโทษให้ทั้ง 5 คดี เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต คดีละ 50 ปี รวมแล้ว 250 ปี แต่ในทางกฎหมายจะให้จำคุกสูงสุดได้แค่ 50 ปีเท่านั้น การลงมือฆ่าหญิงสาวรายหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านามของ "คิด เดอะ ริปเปอร์" กำลังจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์บทกฎหมายไทยใหม่
รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ เปิดเผยว่า ขั้นตอนของอัยการจะต้องตรวจสำนวน / ประวัติการกระทำความผิด และพฤติการณ์ต่างๆ เพื่อนำมาบรรยายในคำฟ้อง และนำสืบให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์ของผู้ต้องหาในการดำเนินคดี
แต่อัยการต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การรับสารภาพของจำเลย ไม่ใช่เป็นเพียงการสำนึกผิด และไม่ใช่การสำนึกบาป แต่ต้องทำให้เห็นว่า เป็นเพียงการจำนนต่อหลักฐาน โดยไม่ควรจะได้ประโยชน์จากการลดโทษ เพื่อที่ศาลจะไม่ยกประโยชน์ให้จำเลย และจะไม่มีการลดโทษเกิดขึ้น เพื่อให้ความมั่นใจกับประชาชน
แม้ทางสำนักงานอัยการสูงสุด จะออกมาบอกถึงแนวทางการดำเนินคดีกับ "คิด เดอะริปเปอร์" แต่สังคมก็ยังตั้งคำถามว่า "สมคิด" เกิดป่วยเป็นจิตเภท จะมีผลต่อการตัดสินคดีหรือไม่
"ล่าวความจริง" ได้สอบถามเรื่องนี้กับผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ แพทย์หญิง ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ได้รับคำตอบว่า การที่ผู้ที่มีอาการจิตเภทคดีในลักษณะนี้ สิ่งแรกที่ควรทำก็คือ ให้แยกประเภทของการป่วยของผู้ก่อเหตุก่อนว่า เขาป่วยเป็นอะไรกันแน่ ไม่ควรไปเหมารวมด้วยคำว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิต เพราะแม้จะเป็นผู้ที่มีอาการป่วย แต่กลับลงมือกระทำความผิด ก็จะมีบทลงโทษเช่นกัน ซึ่งในทางการแพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจสอบอย่างละเอียด