เมื่อวานพรรคพลังประชารัฐประกาศความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล โดยอ้างว่าสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เกิน 250 เสียง หรือ เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็หมายความว่า พรรคการเมืองที่เหลือทั้งหมด 19 พรรค ต้องไปจับมือกับพรรคพลังประชารัฐเพื่อตั้งรัฐบาล รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยด้วย ยกเว้นขั้วพรรคเพื่อไทยที่จับมือกัน 7 พรรคเท่านั้น
คำประกาศของพรรคพลังประชารัฐส่อเค้าว่าเป็นความจริง เพราะล่าสุดมีข่าวความขัดแย้งในการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ลงตัวออกมาแล้ว โดยมีข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐจองเก้าอี้รัฐมนตรี 15 เก้าอี้ และยึดกระทรวงใหญ่ๆ เกรดเอไว้ดูแลเองทั้งหมด ทั้งกระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงคมนาคม
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้โควต้า 7 เก้าอี้ และพรรคประชาธิปัตย์ได้โควต้า 6 เก้าอี้ แต่ไม่ได้กระทรวงที่ต้องการ ทำให้ 2 พรรคนี้เตรียมจับมือกับพรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อตั้งขั้วใหม่ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีเสียงสนับสนุนรวมกัน 113 เสียง พร้อมเจรจากับพรรคการเมืองอื่นเพื่อมาเติมให้เกินกึ่งหนึ่ง
ล่าสุดมีข่าวจากแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา ไม่พอใจการแบ่งโควต้ารัฐมนตรีจริง เพราะแกนนำพรรคพลังประชารัฐไม่ยอมปล่อยเก้าอี้กระทรวงหลักและกระทรวงเศรษฐกิจให้พรรคอื่น จนกลายเป็นอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาล จึงเชื่อว่าหลังจากนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาจต้องลงมาเกลี่ยตำแหน่งเอง เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเดินหน้าไปได้
นอกจากนั้นยังมีพรรคการเมืองบางพรรคยื่นเงื่อนไขใหม่ว่า ยอมรับให้ พลเอกประยุทธ์ ร่วมอยู่ใน ครม.ในฐานะนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ไม่ต้อนรับ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และคนอื่นๆ ใน คสช. เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และทำให้เกิดภาพการสืบทอดอำนาจชัดเจนเกินไป รวมถึงบางรายยังมีปัญหาเก่าที่เคลียร์ไม่จบ โดยเฉพาะตัว พลเอกประวิตร ในเรื่องบัญชีทรัพย์สินและครอบครองนาฬิกาหรู