ไปต่อกันอีกเรื่องที่ไม่ค่อยจะเป็นกระแสแล้ว แต่ "ล่าความจริง" ยังให้ความสนใจ เพราะสะท้อนสถานการณ์ของ "ยุคปราบโกง" ก็คือการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" ตามกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline


เรื่องนี้ต้องย้อนความกันสักนิด คือกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ออกมาใหม่ในปี 61 กำหนดให้ "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย เหมือนพวกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนายกฯ ทั้งรัฐมนตรี ซึ่งเราคุ้นชินกันอยู่แล้ว

ทีนี้ "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" เป็นใครบ้าง กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 4 เขาก็กำหนดนิยามเอาไว้ ซึ่งก็ระบุไว้แบบคลุมๆ เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด หรือผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด

เมื่อนิยามไม่ค่อยจะชัดเจน ทำให้ ป.ป.ช.ประกาศกำหนดตำแหน่งครอบคลุมไปทั้งหมด เพราะกลัวตกหล่นไปแล้วจะผิดกฎหมาย / ตำแหน่งที่กำหนดรวมไปถึงผู้บริหารและบอร์ดองค์การมหาชน ตลอดจนหน่วยงานพิเศษอื่นๆ และยังกวาดตำแหน่งนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยเข้ามาด้วย

กลุ่มตำแหน่งที่มีปัญหามากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ก็คือกลุ่มนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย เพราะพอมีประกาศ ป.ป.ช.ออกมาว่าต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ก็มีปฏิกิริยาทันที คือไม่อยากยื่น ถ้าให้ยื่นก็จะลาออก โดยเฉพาะในกลุ่มกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มนี้มาจากภาคเอกชนที่ช่วยเหลือดูแลมหาวิทยาลัย เช่น บริจาคห้องสมุด ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ หรือบริจาคสร้างตึก ก็จะมีการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสภาฯผู้ทรงคุณวุฒิ คล้ายๆ เป็นการตอบแทน

เหตุผลของกรรมการกลุ่มนี้ที่ไม่อยากยื่นบัญชีทรัพย์สินก็คือ เสียความเป็นส่วนตัวโดยไม่จำเป็น เสี่ยงได้รับอันตราย เพราะบัญชีทรัพย์สินต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ อาจตกเป็นเป้าของมิจฉาชีพ เสี่ยงกระทำผิดกฎหมาย (กรณียื่นไม่ครบโดยไม่ได้เจตนา) จุกจิก วุ่นวาย ไม่คุ้มกับค่าตอบแทนที่ได้รับ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีค่าตอบแทน มีแต่เบี้ยประชุม และที่สำคัญ กรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณ หรือการบริหารมหาวิทยาลัย

เรื่องนี้บานปลายกลายเป็นสงครามความคิดในรั้วอุดมศึกษา เพราะกลุ่มที่เห็นด้วยให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยยื่นบัญชีทรัพย์สิน ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคณาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัย ภายใต้การนำของที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. โดยเหตุผลของฝั่งนี้คือ กรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องมีความโปร่งใส เพราะมีอำนาจอนุมัติปริญญา อนุมัติตำแหน่งทางวิชาการ หลายคนมีผลประโยชน์ร่วมกับมหาวิทยาลัย การยื่นบัญชีทรัพย์สินก็ไม่ได้จุกจิกยุ่งยาก ไม่ต้องกลัวกระทำผิดกฎหมาย เพราะ ป.ป.ช.ยืดเวลาให้ และพร้อมให้คำปรึกษา

นี่คือความเห็นจาก 2 ฝั่ง ก็เถียงกันแบบนี้มาระยะหนึ่ง นานเป็นเดือนอยู่เหมือนกัน

งานนี้ร้อนถึง ป.ป.ช. ต้องแก้ประกาศ เลื่อนเวลาบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัว แต่กระแสต้านก็ไม่ลดลง แถมยังส่งแรงกดดันไปที่ทำเนียบรัฐบาล ทำให้สุดท้าย "นายกฯลุงตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องออกคำสั่งตาม ม.44 ให้อำนาจ ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่ง "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" ตามที่เห็นสมควรได้ ไม่ต้องกวาดทุกตำแหน่งแบบเหมารวมเหมือนเดิม

ล่าสุด เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้ออกประกาศฉบับใหม่เพื่อจบปัญหานี้ / เป็นประกาศ ป.ป.ช. เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 102 (ฉบับที่ 3) (แสดงว่าแก้ไขมาหลายรอบแล้ว) สรุปสาระสำคัญคือ ยกเลิกตำแหน่งนายกสภา และกรรมการสภาในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดของรัฐ ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.

ได้แก่ กลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐที่ยังไม่ออกนอกระบบราชการ คือนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ , มหาวิทยาลัยนครพนม , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ , มหาวิทยาลัยมหาสารคาม , มหาวิทยาลัยรามคำแหง , มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นอกจากนั้นยังมีกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏทุกแห่ง รวม 38 แห่ง กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทุกแห่ง อีก 9 แห่ง และสภาสถาบันการพลศึกษา

ส่วนอธิการบดีในสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐทั้งหมด หมายถึงมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ออกนอกระบบ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพราะถือเป็นตำแหน่งฝ่ายบริหาร

นี่คือสถานการณ์ล่าสุดเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในยุคปราบโกง ซึ่งแม้ขณะนี้ ป.ป.ช.จะออกประกาศฉบับใหม่มาเพื่อจบปัญหานี้ไปแล้ว แต่เสียงวิจารณ์ เสียงนินทายังไม่จบ โดยเฉพาะที่ "นายกฯลุงตู่" ออก ม.44 อย่างรวดเร็วเพื่อจัดการปัญหา ซึ่งในกลุ่มคณาจารย์มหาวิทยาลัยเขามองว่า เป็นการอุ้มนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นตำแหน่งระดับสูง และส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะการเงินดี ผิดกับเรื่องร้องเรียนของคณาจารย์ และพนักงานมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการถูกหักเงินเดือน จนได้รับไม่เต็มอัตราตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีปัญหามานานแล้ว 19 ปี แต่ คสช.ก็ไม่ได้แก้ปัญหาให้ และขณะนี้ก็ยังคาราคาซังอยู่เหมือนเดิม