เหตุผลของ ผบ.ตร.ก็คือ เป็นมติของสภากลาโหม และสภาการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร ที่ให้นักเรียนเหล่าทุกเหล่า (หมายถึง จปร. ของทหารบก นักเรียนนายเรือ ของทหารเรือ นักเรียนนายเรืออากาศ ของทหารอากาศ และนักเรียนนายร้อยตำรวจ ของตำรวจ) ต้องจบจากโรงเรียนเตรียมทหารเท่านั้น ซึ่งก็เท่ากับว่าจะมีแต่ผู้ชายที่ผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมาแล้ว ได้เข้าเรียน ประเด็นนี้ทำให้เกิดกระแสกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
"ล่าความจริง" ได้สอบถามเรื่องนี้เพิ่มเติมไปยัง พลตำรวจโท ปิยะ อุทาโย ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้รับคำตอบคล้ายๆ กับท่าน ผบ.ตร.ว่า เป็นไปตามมติสภากลาโหมและสภาการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร ให้การรับนักเรียนนายร้อยตำรวจ รับเฉพาะนักเรียนเตรียมทหาร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เพื่อปรับปรุงการรับนักเรียนนายร้อยเข้าเรียนให้เหมือนกันหมดทุกเหล่าทัพ
ฉะนั้นหลังจากนี้ นักเรียนนายร้อยตำรวจทุกคน ต้องเริ่มต้นเข้าศึกษาพร้อมกันที่โรงเรียนเตรียมทหาร ก่อนจะไปแยกเหล่ากันเมื่อจบโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อให้นักเรียนนายร้อยทุกคนได้รับการฝึกปฏิบัติเท่ากันในทุกวิชาเรียน
ส่วนประเด็นที่หลายคนเป็นห่วง เกี่ยวกับการผลิต "พนักงานสอบสวนหญิง" ซึ่งปัจจุบันกฎหมายบังคับให้ใช้พนักงานสอบสวนหญิงในคดีหลายๆ ประเภทนั้น ผบ.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พลตำรวจโทปิยะ บอกว่า เรื่องพนักงานสอบสวนหญิงจะยังคงมีเหมือนเดิม ไม่มีการยกเลิกแน่นอน แต่จะเปลี่ยนรูปแบบการรับเป็นแบบอื่น ไม่ผ่านโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งต้องมาจากเตรียมทหาร
จะเห็นได้ว่าคำชี้แจงของฝ่ายตำรวจมี 2 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ 1.ทำตามมติสภากลาโหม และ 2.ยังคงมีพนักงานสอบสวนหญิงอยู่ แต่รับด้วยวิธีอื่น
เริ่มจากประเด็นแรก มีความเห็นจากนักวิชาการที่ศึกษาด้านความมั่นคง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วันวิชิต บุญโปร่ง จากมหาวิทยาลัยรังสิต ที่บอกว่า รู้สึกตกใจมากที่ปีการศึกษา 2562 จะยกเลิกการรับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง โดยอ้างว่าต้องปฏิบัติตามมติสภากลาโหม ว่านักเรียนนายร้อยต้องมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร อยากถามว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะย้ายองค์กรไปขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหมหรืออย่างไร ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่จำเป็นต้องทำตามกองทัพทุกเรื่อง มิฉะนั้นการปฏิรูปตำรวจก็คงไม่มีความหวัง
ส่วนประเด็นพนักงานสอบสวนหญิง คุณอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกว่า ารรับคนจบกฎหมาย หรือจบปริญญาสาขาอื่น แล้วมาอบรมในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อเป็นพนักงานสอบสวนหญิง ทำให้แต่ขาดทักษะการทำงานสืบสวนสอบสวน การแสวงหาพยานหลักฐาน และความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์ จนอาจไม่สามารถทำคดีล่วงละเมิดทางเพศที่มีความซับซ้อนได้
คุณอังคณา บอกว่า ที่ผ่านมา กรรมการสิทธิฯ เคยมีข้อเสนอแนะถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติหลายครั้ง ให้มีพนักงานสอบสวนหญิงให้เพียงพอ โดยควรมีทุกโรงพัก เพื่อทำคดีการคุกคามและการล่วงละเมิดทางเพศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เคารพสิทธิ์ และมีความเข้าใจเรื่องความอ่อนไหวของเพศสภาพ รวมทั้งขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง ซึ่งเป็นอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติด้วย
คุณอังคณา ย้ำด้วยว่า จะเอาตำรวจไปเปรียบเทียบกับทหารไม่ได้ เพราะทหารไม่ได้ทำงานสัมผัสกับประชาชนโดยตรงเหมือนตำรวจ ขณะที่ตำรวจทำหน้าที่รักษากฎหมาย บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน และที่สำคัญเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งคดีอ่อนไหวทางเพศสภาพด้วย