งานนี้จึงมีชื่อใหม่ขึ้นมาเลียบๆ เคียงๆ ตั้งแต่รุ่นใหญ่ "หล่อคลาสสิก" อย่าง ชวน หลักภัย ที่หลายคนเชื่อว่าจะเข้ามากอบกู้ศรัทธาพรรคครั้งใหญ่ และอาจแรงไกลถึงขั้นหวนกลับมาเป็นนายกฯรอบ 3
แต่ถึงวันนี้ "นายหัวชวน" ก็ยังออกปากหนุนอภิสิทธิ์ ทำให้หลายคนชักจะเชื่อตะหงิดๆ ว่าอดีตนายกฯ 2 สมัยลูกแม่ค้าขายพุงปลา อาจจะไม่ยอมรีเทิร์นกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกรอบ
ชื่อที่กำลังมาแรงแซงโค้งจึงกลายเป็น "อู๊ดด้า" อดีต ส.ส.พังงา นามว่า "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์" นักการเมืองน้ำดีที่มีลีลาทั้งในสภาและเก้าอี้เสนาบดี ว่ากันว่าช่วงโค้งสุดท้ายนี้ เดินสายออกงานถี่ยิบผิดสังเกต
อีกชื่อที่โผล่ขึ้นมาและเรียกกระแสฮือฮาได้ไม่น้อย ก็คือ "เดอะจ้อน - อลงกรณ์ พลบุตร" แม้ล่าสุดจะถือเป็นข้าวนอกนา เป็นคนนอกพรรคไปแล้ว แต่ก็ต้องนับว่าเป็นอีกคนที่เลือดประชาธิปัตย์เข้มข้นไม่แพ้ใคร ทว่าชื่อถูกเปิดออกมาได้ไม่ทันไร ก็ถูกเตะตัดขาว่าเป็นคนที่ คสช.ส่งมายึดพรรคไปเสียแล้ว
เมื่อเอ่ยถึง คสช. ต้องบอกว่าความท้าทายของ ปชป.นับจากนี้ไป ไม่ใช่แค่จะเลือกใครขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค แต่โจทย์ข้อยากคือการประกาศจุดยืนทางการเมืองว่าจะยืนอยู่ข้างไหนมากกว่า เพราะศักยภาพของประชาธิปัตย์คือตัวแปรทางการเมืองที่แท้จริง หากหันไปจับมือกับเพื่อไทย โอกาสที่ "บิ๊กตู่" จะมีเสียงสนับสนุนมากพอจนได้เป็นนายกฯอีกสมัยแทบปิดประตูตาย แต่การผสานมือกับ "พรรคทักษิณ" ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายในสถานการณ์การเมืองแบบเลือกข้างแบ่งขั้วเช่นนี้
แต่ถ้าประชาธิปัตย์หันไปจับมือกับพรรคทหาร ภาพการเป็น "พรรครับใช้เผด็จการ" ย่อมแจ่มชัด และคงไม่มีวันล้างออกให้หมดจดได้อีกแล้ว ซ้ำรอยการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารที่ดัน "เดอะมาร์ค" ขึ้นเป็นนายกฯทั้งๆ ที่ไม่เคยนำพรรคชนะเลือกตั้ง
โจทย์ข้อนี้ถูกผูกโยงกับโฉมหน้าหัวหน้าพรรคคนใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ว่าประชาธิปัตย์ยุคผลัดใบ...จะเลือกยืนขั้วไหนในเวทีการเมือง