ข่าวการโกงบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิตอล ในชื่อ "ดราก้อนคอยน์" กลายเป็นข่าวครึกโครม หลังตำรวจบุกจับ 'นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต' หรือบูม นักแสดงดาวรุ่ง คากองถ่ายละคร ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน
จุดเริ่มต้นของขบวนการโกงบิตคอยน์ 800 ล้าน เริ่มจากผู้เสียหาย "มิสเตอร์ เออาร์นี่ โมตาวา ซาริม่า" หรืออาร์นี่ นักลงทุนชาวฟินเเลนด์ ซึ่งมีภรรยาคนไทย ชื่ออ้อย เป็นผู้มั่งคั่งในวงการบิตคอยน์ มีเงินสกุลนี้มากถึง 5,564 เหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 800 ล้านบาท
กลางปี 2560 "มิสเตอร์อาร์นี่" ถูกพี่ชายของบูม ชื่อ "นายปริญญา จารวิจิต" ที่ทำตัวเป็นกูรูด้านการลงทุน มีเงิน มีความรู้ และพยายามเข้ามาโลดแล่นในแวดวงการเงินระดับประเทศต้มตุ๋น หลอกให้โอนสกุลเงินบิตคอยน์ทั้งหมดไปเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-wallet ของกลุ่มผู้ต้องหา โดยอ้างว่าจะนำไปลงทุนเพิ่มมูลค่าหุ้นของบริษัทดีเอ็นเอ ที่ตัวเขานั่งเป็นกรรมการบริหารบริษัท และจะได้ผลตอบเเทนมากกว่าเดิมร้อยเท่า แต่สุดท้ายกลับไม่มีการโอนดราก้อนคอยน์ให้ "มิสเตอร์อาร์นี่" รวมทั้งไม่มีผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้น DNA
สามพี่น้องตระกูล "จารวิจิต" นำบิตคอยน์ของ "อาร์นี่" ไปแปลงขายเป็นเงินไทย ก่อนจะโอนเข้าบัญชีตัวเอง พี่น้อง พ่อเเม่ และผู้ร่วมขบวนการอีก 4 คน ซึ่งอยู่ในวงการตลาดหุ้น
"ดราก้อน คอยน์" เป็นเงินสกุลดิจิตอลอันดับท้ายๆ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักลงทุน และมักจะใช้ในคาสิโนที่ฮ่องกง โดยมีนักลงทุนขาใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ หลายรายร่วมลงทุนด้วย นำมาสู่การขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการอีก 4 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในวงการตลาดหลักทรัพย์ เเม้ตำรวจยังไม่ได้บอกว่าเป็นใคร แต่มีหนึ่งบุคคลที่เข้าแสดงความบริสุทธิ์ใจแล้วคือ "นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ" เจ้าพ่อตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเขาปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงนี้ และขอเจรจากับผู้เสียหาย
"นายปริญญา" หนึ่งในผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีหมายจับ มีประวัติไม่ธรรมดา เพราะเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอที จนได้รับการเเต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งเขาเคยมีประวัติการทำธุรกรรมอำพราง ที่เชื่อมโยงถึงคดีแชร์ลูกโซ่บริษัทดังเมื่อปี 2558 มีผู้เสียหายจำนวนมาก เพียงเเต่ครั้งนั้นตำรวจยังเอาผิดไม่ได้