ทุกวันนี้ยังคงความสง่าเข้มขลัง ที่เกิดขึ้นจากบารมีของหลวงปู่นิล ที่หลอมรวมใจพุทธศาสนิกชนมาช่วยกันทำนุบำรุงและพัฒนาวัดให้อยู่คู่กับสังคมไทยสืบมา ทั้งในส่วนของพระอุโบสถที่สวยงามตระการตา รวมถึงเจดีย์ที่เก็บรวบรวมประวัติ วัตถุมงคลและเครื่องปรุงยาโบราณของหลวงปู่นิลเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาอย่างครบถ้วน และที่สำคัญภายในกุฏิไม้เก่าแก่ ที่ทุกวันนี้ทางวัดใช้เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่เป็นทั้งกุฏิสงฆ์ และสถานที่ใช้ประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา ยังคงซึ่งรูปแบบการก่อสร้างอาคารแบบดั้งเดิมที่หาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะเสาไม้กลมขนาดใหญ่จำนวน 50 ต้น ที่ยังเป็นเสาหลักของอาคารใหญ่หลังนี้มานานเกือบ 100 ปีแล้ว
นายสุวรรณ กาญจนขุนดี อายุ 78 ปี และนายประกอบ วรครบุรี อายุ 83 ปี ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังพอบอกเล่าเรื่องราวของอาคารเก่าแก่หลังนี้บอกว่า เสาไม้จำนวน 50 ต้น ดังกล่าว ชาวบ้านสมัยก่อนช่วงที่หลวงปู่นิล ยังไม่มรณภาพ ได้ช่วยกันก่อสร้างไว้ ภายใต้การนำของหลวงปู่นิลคาดว่าน่าจะเริ่มก่อสร้างประมาณปี พ.ศ.2470 และเสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ.2478 เนื่องจากสมัยนั้นทั้งสองยังคงเป็นเด็ก พอจำความได้ก็ได้เห็นอาคารหลังนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งคนรุ่นก่อนทั้งสองเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านจะช่วยกันออกไปหาตัดไม้ซึ่งเดิมทีในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงมีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ โดยจะคัดเลือกเอาต้นไม้เนื้อแข็งอย่างต้นเต็ง มะค่า ไม้แดง ที่มีขนาดประมาณ 1 คนโอบ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ศอก สูง 18 ศอก มาทำเป็นเสาอาคาร ซึ่งทั้งหมดจะใช้แรงงานคนและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ฝีมือคนในการทำทั้งหมด เมื่อได้ต้นไม้มาทำเสาแล้ว ชาวบ้านก็จะช่วยกันชักลากไม้กลับมาวัดแล้วใช้ขวานถากจะได้ต้นเสากลมจากนั้นจะใช้กบมือไสอีกครั้งจนออกมากลมกลึงอย่างที่เห็น ซึ่งต้องใช้ความสามัคคี ความพยายาม และจิตศรัทธาแรงกล้าของคนในชุมชนช่วยกันเป็นเวลานานนับสิบปีกว่าจะสร้างอาคารหลังนี้เสร็จสิ้น