ปฏิบัติการค้นหา 13 ผู้สูญหายภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เข้าสู่วันที่หกแล้ว ล่าสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แถลงทางเลือกการค้นหา 4 ทาง

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

โดยทางเลือกเดิมคือ 1.เร่งสูบน้ำเปิดทางหน่วยซีลเข้าพื้นที่ 2.หาโพรงเพิ่มเติมเพื่อโรยตัวส่งอาหาร-น้ำ และเพิ่มทางเลือกใหม่คือ 3.เจาะผนังถ้ำ 4.ขยายปลายถ้ำให้น้ำออก โดยใช้วิธีเจาะผนังถ้ำแบบกระแทก ที่เรียกว่า เพอร์คัสชั่น ดิวลิ่ง หรือหัวเจาะกระแทก เพื่อส่องกล้องสำรวจภายในถ้ำ และส่งอาหาร คาดว่าจะใช้เวลา 1 วัน เจาะ 100 เมตร



สำหรับสุขภาพทั้ง 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงนั้น นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน และผู้เชี่ยวชาญด้านการลำเลียงผู้ป่วยและกู้ชีพทางอากาศ อธิบายว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการมีชีวิตอยู่ภายในถ้ำหลวง มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหลายประการ ดังมีคนกล่าวถึงกฎ 333 ของการมีชีวิตรอดไว้ว่า "ขาดอากาศ 3 นาที ขาดน้ำ 3 วัน ขาด อาหาร 3 สัปดาห์" และน้ำเป็นสิ่งสำคัญมาก



ถึงแม้ว่า น้ำในถ้ำอาจจะไม่สะอาดนัก มีเชื้อโรคพอสมควร แต่ก็ดีกว่าไม่มี ซึ่งหากเป็นน้ำไหลก็ยังใช้ได้ เพราะการขาดน้ำเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แม้แต่ในเรื่องของอุณหภูมิถ้ำ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ควรยืนกันเป็นวงกลมจับมือกันไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่น และเมื่ออยู่ในถ้ำนานๆ ภายในมีความชื้นสัมผัสมาก อาจส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลงกว่าปกติ เนื่องจากภายในถ้ำนั้นอาจจะมีเชื้อโรคที่ไม่เคยเจอ เพราะอยู่ในถ้ำลึก ดังนั้น โอกาสที่ทั้ง 13 คนออกมาจากถ้ำแล้วเจ็บป่วยเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ การมีสติเท่านั้นที่จะทำให้ทั้ง 13 ชีวิต สามารถเอาชีวิตรอดมาได้



อย่างไรก็ตาม การลำเลียงผู้บาดเจ็บออกมานั้นยิ่งเป็นเรื่องยากมากเพราะต้องทำให้เขาบาดเจ็บให้น้อยที่สุด ก่อนนำส่งโรงพยาบาล ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้นต้องดูแลสภาพร่างกายก่อนว่าอยู่ในภาวะที่สมบูรณ์พร้อมสำหรับการเคลื่อนย้ายไปส่งโรงพยาบาลหรือไม่ ถ้าอ่อนเพลีย ก็อาจจะให้น้ำเกลือ หรือกลูโคสประมาณ 1-2 ชั่วโมง ประเมินว่าสามารถช่วยเหลือตัวเองก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือถ้าช็อกหมดสติ ก็ต้องเร่งปฐมพยาบาลอาจจะใช้เวลาเป็นวัน เชื่อว่าหน่วยซีลมีทักษะความรู้ความสามารถในการประเมินและดูแลผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี



อยู่เฉยๆอดอาหารได้ 70 วัน



นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปกติร่างกายของคนเราสามารถขาดน้ำและอาหารได้ประมาณ 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพความแข็งแรงของร่างกาย หากขาดอาหารแต่ยังมีน้ำดื่มก็จะสามารถอยู่ได้นาน 30-45 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและกิจกรรมที่ทำ ซึ่งการจะทนต่อสภาพขาดอาหารได้นานๆ นั้น ต้องเป็นคนที่นั่งเฉยๆ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมากนัก



ที่ผ่านมาเคยพบคนอดอาหารได้นานถึง 70 กว่าวัน แต่ร่างกายไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเลย ในกรณีของนักเตะเยาวชนและโค้ชทั้ง 13 คนนั้น ขณะนี้เชื่อว่าการขาดอาหารยังไม่ใช่ปัญหา เพราะทั้งหมดเป็นนักกีฬาซึ่งจะมีร่างกายที่แข็งแรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องประเมินจากกิจกรรมที่ทั้ง 13 คนทำระหว่างอยู่ในถ้ำด้วย



เชื่่อนักกีฬาอดข้าวอดน้ำทนได้



พ.ต.ต.นพ.วิชาญ กาญจนถวัลย์ ผอ.สถาบันเวชศาสตร์การออกกำลังกายและการกีฬา กรมการแพทย์ กล่าวว่า ระบบร่างกายของเด็กหรือเยาวชนที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถือว่ามีความแข็งแรงกว่าเด็กทั่วไป การต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ อดน้ำ อดข้าว เชื่อว่าร่างกายสามารถทนได้ แต่ต้องเข้าใจหลักว่าในร่างกายของมนุษย์ มีน้ำมากถึงร้อยละ 70 อีกร้อยละ 30 เป็นกล้ามเนื้อและกระดูก เป็นเรื่องยากหากขาดน้ำ 24-48 ชม.อาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่น้องๆ เหล่านี้อยู่ภายในถ้ำ เชื่อว่าได้ดื่มน้ำจึงไม่น่ากังวล



อีกทั้งสภาพอากาศภายในถ้ำตามที่เห็นจากข่าวเป็นโถงขนาดใหญ่ เชื่อว่ามีอากาศถ่ายเท หายใจได้ แค่มีน้ำกับอากาศก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ระบบเลือดในร่างกายยังคงทำงานได้ตามปกติ ทั้งนี้ระบบของร่างกายจะดึงสารอาหารที่อยู่ในกล้ามเนื้อออกมาใช้เป็นพลังงาน ซึ่งเชื่อว่าเขาขยับได้น้อย อาจจะติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง มีภาวะอ่อนแรงเท่านั้น ส่วนเด็กหรือคนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หากเผชิญภาวะวิกฤติก็อาจจะแย่ได้ภายใน 3 วัน



ชี้จุดถ่ายเทในถ้ำมีออกซิเจน



นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงระดับออกชิเจนภายในถ้ำหลวงว่า ภายในถ้ำนั้นถ้าตามปกติแล้วออกซิเจนในอากาศมีเพียงพอ แต่หากคนเราเหนื่อยหอบ ใช้พลังงานมาก ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ร่างกายจะต้องการออกซิเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันเวลาหายใจออกก็จะขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมากเช่นกัน



เพราะฉะนั้นหากทั้ง 13 คนในถ้ำ อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวกเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของถ้ำ เพราะออกซิเจนในอากาศไม่ได้น้อยลง และสิ่งสำคัญคือเรื่องของพลังใจ หากเข้มแข็ง ไม่ตกใจ ระดับการหายใจก็จะสม่ำเสมอ การรับปริมาณออกซิเจนก็จะคงที่ อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ขณะที่ อันมาร์ เมียร์ซา ผู้ประสานงานแห่งชาติของคณะกรรมการกู้ภัยภายในถ้ำแห่งชาติของสหรัฐ และผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง "แมนวล ออฟ ยูเอส เคฟ เรสคิว เทคนิค" (Manual of U.S. Cave Rescue Techniques) กล่าวว่า สภาพร่างกายและสุขภาพของเด็กทั้ง 12 คนและโค้ชซึ่งยังอยู่ในวัยหนุ่ม และทุกคนเป็นนักกีฬา ถือเป็นข้อได้เปรียบ โดยหากสภาพอากาศภายในถ้ำ "ไม่เย็นจนเกินไป" กลุ่มผู้สูญหายอาจสามารถมีชีวิตรอดได้นานถึง 1 เดือน โดยดื่มเพียงน้ำจากแหล่งน้ำภายในถ้ำ



คร.ให้กำลังใจญาติพี่น้องเด็กๆ



นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่าสำหรับเรื่องสุขภาพของเด็กๆ นั้น เนื่องจากติดอยู่ภายในถ้ำหลายวันสภาพร่างกายอาจอ่อนแรงบ้างและอาจมีบาดแผลเล็กๆ ขีดข่วนตามแขนขา แต่เด็กทั้งหมดเป็นนักกีฬาจึงคาดว่าสภาพร่างกายจะสามารถปรับตัวและอดทนต่อเหตุการณ์ดังกล่าวได้ นอกจากนี้เด็กอาจจะป่วยด้วยโรคทั่วไปได้ เช่น โรคไข้หวัด โรคตาแดง โรคอุจจาระร่วง โรคน้ำกัดเท้า เป็นต้น



ส่วนกรณีโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยเฉพาะค้างคาวที่มักอาศัยอยู่ในถ้ำ กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า แม้ว่าจะมีรายงานจากต่างประเทศเกี่ยวกับการติดเชื้อจากค้างคาวในบางประเทศ แต่ที่ผ่านมาในประเทศไทยไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคติดต่ออันตรายจากค้างคาวแพร่ไปสู่คนแต่อย่างใด



วอนสังคมช่วยกันให้กำลังใจ



นาวาอากาศตรี นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และขอให้ครอบครัวและญาติช่วยเป็นกำลังซึ่งกันและกัน มั่นใจว่าผู้พลัดหลงทั้ง 13 คน เป็นทีมฟุตบอล ซึ่งจะมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งจากเล่นกีฬา มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว ประการสำคัญมีทักษะประสบการณ์การเรียนลูกเสือมาระดับหนึ่ง จะสามารถเอาชีวิตรอดได้ ซึ่งทีมสุขภาพจิตเอ็มแคท โรงพยาบาลสวนปรุงและศูนย์สุขภาพจิตที่ 1 เตรียมพร้อมในการดูแลจิตใจสภาวะความเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์