จากกรณีบริษัทพี.พี.เท็นกรุ๊ป จำกัด อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา หลอกลวงให้เกษตรกรลงทุนปลูกมันเทศญี่ปุ่น แล้วสัญญาว่าจะรับซื้อยอดมันที่ตัดส่งให้กับบริษัททุกยอด ในราคายอดละ 4.50 บาท โดยดำเนินการเป็นเครือข่ายเกษตรกร ซึ่งจะมีผู้นำเพาะปลูกได้เปอร์เซ็นต์จากลูกทีม เป็นลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ และเป็นการฉ้อโกงประชาชน จนทำให้ชาวบ้านกว่า 200 คนหลงเชื่อ และได้รับความเสียหายรวมกันไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท โดยเป็นเกษตรกรในพื้นที่ 12 จังหวัด ประกอบไปด้วย นครราชสีมา, พิษณุโลก,ชัยภูมิ, ลพบุรี, ขอนแก่น, สระแก้ว, นครสวรรค์, สุพรรณบุรี, เพชรบูรณ์, ปราจีนบุรี, พิจิตร และร้อยเอ็ด
ล่าสุด วันนี้ (7 มิถุนายน 2561) เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เกษตรกรผู้ปลูกมันเทศญี่ปุ่นกว่า 80 คน รวมตัวกันมาเพื่อเร่งรัดให้ทางจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกบริษัท พี.พี.เท็น.กรุ๊ป จำกัด มาชี้แจงต่อเกษตรกรผู้เสียหายทั้งหมดโดยตรง เนื่องจากเวลาล่วงเลยมาหลายเดือนแล้วและไม่ทราบว่าจะได้เงินค่าตอบแทนหรือไม่ ซึ่งเกษตรกรผู้เสียหายหลายรายกำลังเดือดร้อนจากการกู้เงินนอกระบบมาทำการเกษตรในครั้งนี้และต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน
โดยมีนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย, พ.ต.อ. มารุต เรืองจินตนา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา,นายอัสนีย์ เชาว์วาทิน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครราชสีมา ,นางใจแก้ว เหลือล้ำผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการป้อมปรามการเงินนอกระบบระดับจังหวัด และนางสาวปัณฑารีย์ โชรัมย์ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม จ.นครราชสีมาร่วมหารือและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรผู้ได้รับความเสียหายในครั้งนี้
ด้านนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันนี้มาเป็นตัวแทนเกษตรกรที่ถูกหลอกปลูกมันเทศญี่ปุ่น เพื่อฟังผลในการใช้อำนาจตามมาตรา 7 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีการเจรจากับผู้เสียหายแล้ว แต่ผู้เสียหายรู้สึกไม่พอใจ เนื่องจากผลของการเจรจาคือบริษัทที่หลอกลวงประชาชนไปนั้นยังส่งเอกสารเพื่อให้ทางจังหวัดฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบไม่ครบ หากดูตามกฎหมายพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว
มีการให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้อำนาจแก่สรรพากรจังหวัด และเมื่อปีที่แล้ว พ.ศ.2560 นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด เป็นประธานอนุกรรมการป้องกันการเงินนอกระบบ ซึ่งการใช้อำนาจตรงนี้จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนได้ โดยอย่างน้อยควรที่จะเข้าไปค้น ตรวจยึด ว่าทางบริษัทดังกล่าวมีทรัพย์สินเท่าไหร่ มีหนี้สินเท่าไหร่ มีการหลอกลวงชักชวนคนมาลงทุนได้อย่างไร