ตู้กรองน้ำฯล็อตนี้ถูกสื่อมวลชนขนานนามว่า "ตู้กรองน้ำครึ่งล้าน" เพราะมีราคาต่อตู้สูงถึง 549,000 บาท ทำให้ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ เพราะเงินก้อนนี้ หากนำไปสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ตามโครงการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ กระทรวง พม. จะสร้างได้ถึง 27 หลัง แต่ซื้อตู้กรองน้ำฯไปติดตั้งได้แค่ตู้เดียว
ในมุมมองของบริษัทผู้ผลิต เห็นว่าการเปรียบเทียบการใช้งบประมาณในลักษณะนี้ ไม่เป็นธรรมสำหรับเขา และราคาตู้กรองน้ำตู้ละ 549,000 บาท ก็รวมหมดทั้งค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง ค่าอบรมการใช้งาน ค่าดูแลรักษาและซ่อมบำรุงตามระยะเวลาประกัน ซึ่งราคานี้ก็ลดลงจากราคาจริงที่ตั้งไว้ 610,000 บาท และที่สำคัญยังเป็นการไปติดตั้งในพื้นที่ความมั่นคงอย่างชายแดนใต้ ซึ่งเป็น "พื้นที่อันตราย" มีปัญหาความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
จะว่าไปตั้งแต่มีข่าว "ตู้กรองน้ำครึ่งล้าน" มาประมาณ 2 สัปดาห์ เสียงวิจารณ์ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่บริษัทผู้ผลิตมากมายนัก / แต่ "จำเลย" ดูจะเป็น ศอ.บต.มากกว่า เพราะใช้การจัดซื้อด้วย "วิธีพิเศษ" โดยไม่มีการประกวดราคา ซ้ำยังแตกสัญญาออกเป็น 2 สัญญา เพื่อให้แต่ละสัญญามีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ซึ่งเลขาธิการ ศอ.บต.ในฐานะ "หัวหน้าส่วนราชการ" มีอำนาจอนุมัติจัดซื้อได้เองทันที
แต่หลักเกณฑ์การจัดซื้อด้วย "วิธีพิเศษ" ไม่ได้มีเงื่อนไขแค่เพดานของงบประมาณเท่านั้น ทว่ายังมีเงื่อนไขสำคัญอื่นๆ อีก เช่น ความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งไม่ใช่แค่จำเป็นเร่งด่วนธรรมดา แต่ต้องอยู่ในระดับที่ว่าหากล่าช้าไป จะทำให้ราชการได้รับความเสียหายด้วย ทั้งหมดเขียนไว้ชัดเจนในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ แต่คำถามคือ โครงการตู้กรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ มีความจำเป็นเร่งด่วนตรงไหน เพราะพื้นที่ชายแดนใต้ก็มีฝนตกชุก และไม่ได้ขาดแคลนน้ำดื่ม
ปัจจุบัน ศอ.บต.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินโครงการจัดซื้อและติดตั้งตู้กรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นมาแล้ว มี นายอิสระ ละอองสกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต.เป็นประธานกรรมการ โจทย์ข้อยากของการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายในการจัดซื้อด้วย "วิธีพิเศษ" หรือความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ เพราะมีรายงานผลการศึกษาของนักวิชาการในพื้นที่ชายแดนใต้สรุปเอาไว้อย่างชัดเจนว่าโครงการนี้มีความเสี่ยงเรื่องความคุ้มค่า ความไม่โปร่งใส และธรรมาภิบาล
แต่งานยากที่สุดของคณะกรรมการสอบสวนฯก็คือ หลักฐานที่ชี้ชัดว่าแท้ที่จริงแล้วโครงการนี้ได้รับอนุมัติจาก "พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์" พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งลงนามเห็นชอบในหนังสือขอโยกงบประมาณจากโครงการอื่นไปใช้ในการจัดซื้อตู้กรองน้ำ โดยในเอกสารก็เน้นย้ำว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งส่อนัยยะว่าเตรียม "จัดซื้อวิธีพิเศษ" อยู่แล้วด้วย เหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้คำตอบของ พลเอกประวิตร เมื่อถูกสื่อมวลชนซักถามในเรื่องนี้ จึงดูแปร่งๆ และจับสาระไม่ได้มากนัก
เมื่อที่มาของโครงการเป็นแบบนี้ โอกาสที่ "ตู้กรองน้ำ" จะจบลงเหมือน "แหวนเพชรแทงตา นาฬิกาสุดหรู" หรือแม้แต่โครงการขนาดยักษ์อื่นๆ ของ ศอ.บต.ที่ถูกตรวจสอบมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 โครงการ เพราะถึงจะพบความไร้ประสิทธิภาพและความไม่โปร่งใส แต่สุดท้าย...ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่