ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดิอาระเบียสามารถสกัดขีปนาวุธ "Volcano H-2" ของกบฎฮูตีในเยเมน ที่ประกาศเริ่มต้น "บทใหม่" แห่งการเผชิญหน้ากับราชอาณาจักรแห่งนี้ โดยพุ่งเป้าไปที่พระราชวังยามามาในกรุงริยาร์ด ที่กษัตริย์ซัลมานทรงกำลังเป็นประธานการประชุมรายสัปดาห์ระหว่างรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ระดับสูงต่างชาติ
ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เห็นควันพวยพุ่งอยู่บนท้องฟ้าเหนือพระราชวัง หลังจากได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น เมื่อเวลาประมาณ 10.50 น.ตามเวลาท้องถิ่น และนับเป็นการสกัดได้ภายในเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น เจ้าหน้าที่ทางการซาอุฯ เรียกขีปนาวุธลูกนี้ว่า"อิหร่าน-ฮูตี" ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังจากสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้ผลิตขีปนาวุธสกั๊ด รุ่นบูรกัน 2-H ที่กลุ่มกบฎฮูตีใช้ยิงโจมตีสนามบินนานาชาติ คิง คาห์ลิด ในกรุงริยาร์ด เมื่อเดือนที่แล้ว แต่ถูกสกัดไว้ได้เช่นกัน ยังโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ และไม่เกิดความเสียหายมากนัก
นายอับดุล-มาลิค อัล-ฮูตี ผู้นำกลุ่มกบฎ แถลงผ่านทางโทรทัศน์ว่า พิสัยของขีปนาวุธกำลังขยายออกไป ทั้งยังพาดพิงไปถึงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในกองกำลังผสม ที่ร่วมปฏิบัติการปราบปรามกบฎฮูตีในเยเมนด้วยว่า ตกเป็นเป้าหมายด้วย โดยอ้างว่า มีการยิงขีปนาวุธโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ที่กำลังก่อสร้างของ UAE เมื่อต้นเดือน แต่ UAE ปฏิเสธ
กบฎฮูตี ยังอ้างอีกว่า วังต่างๆ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างทางทหารและน้ำมันของซาอุฯ ล้วนอยู่ในพิสัยขีปนาวุธที่ยิงจากเยเมน ขณะที่นิคกี้ เฮลีย์ ทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติบอกว่า มีหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อิหร่านสนับสนุนขีปนาวุธให้กบฎฮูตี
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย ตรัสว่า การสนับสนุนขีปนาวุธให้กบฎฮูตี เป็นการรุกรานทางทหารโดยตรงและอาจเป็นการกระทำที่ถือเป็นการก่อสงคราม
มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 8 พันคน นับตั้งแต่ซาอุฯ และพันธมิตร ร่วมกันกวาดล้างกบฎฮูตี ตั้งแต่ปี 2558 จนนำไปสู่สิ่งที่สหประชาชาติเรียกว่า วิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในโลก และยิ่งเข้มข้นมากขึ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุอดีตประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ ของเยเมน ถูกกบฎฮูตีลอบสังหาร เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ขณะที่การสกัดความช่วยเหลือด้านการบรรเทาทุกข์และเรือสินค้าไม่ให้ถึงมือกลุ่มกบฎ ตั้งแต่วันที่ 26พ.ย.จะยิ่งนำไปสู่วิกฤตด้านอาหารที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย