คดีนี้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ตำรวจแยกการกระทำของหมอยอร์นออกเป็น "2 กรรม" (หมายถึง 2 การกระทำ หรือกระทำ 2 ครั้ง) แม้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน แต่เจตนาในการกระทำไม่เหมือนกัน
เริ่มจากการขับรถพุ่งชน รปภ.ขณะปิดประตูรั้วกระทรวงสาธารณสุข ตำรวจเชื่อว่าเป็นการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นข้อหาทั่วไปที่ตั้งกับผู้ขับขี่ที่ขับรถแล้วประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเราคงได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ
แต่การตั้งข้อหา "พยายามฆ่า" เพิ่มเติม มาจากเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ตำรวจเชื่อว่า หมอยอร์นไม่ยอมหยุดรถหลังจากชนแล้ว แต่ขับรถลากร่างของ รปภ.สมชาย ต่อไป กระทั่งเหยียบร่างซ้ำ แม้ภายหลังจะจอดรถลงมาดู แต่ก็มีปากคำพยานผู้เห็นเหตุการณ์ให้การว่า ผู้ขับขี่จอดรถเพียงไม่ถึง 1 นาที จากนั้นก็ขับต่อไป โดยไม่ได้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที
เหตุการณ์นี้เมื่อพิจารณาประกอบกับสภาพที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะแสงไฟส่องสว่าง ทำให้ตำรวจเชื่อว่าผู้ขับขี่มีเจตนาฆ่า แต่เมื่อ รปภ.สมชาย ไม่ได้เสียชีวิต จึงเข้าข่าย "พยายามฆ่า" สาเหตุที่ตำรวจแยกการกระทำนี้เป็น "2 กรรม" แม้จะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน เพราะการแจ้งข้อหา "พยายามฆ่า" ผู้กระทำจะต้องมี "เจตนา" เสียก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 / หากมีพฤติการณ์แค่ "ประมาท" จะไม่สามารถแจ้งข้อหาพยายามฆ่าได้
ฉะนั้นการจำลองเหตุการณ์และตรวจที่เกิดเหตุซ้ำ จึงดำเนินการไปเพื่อหาหลักฐานสนับสนุนในส่วนนี้ และเพื่อหักล้างกับคำให้การของหมอยอร์น ที่บอกว่าเป็นการขับรถโดยประมาทเท่านั้น เพราะตนเองมองไม่เห็น รปภ.และประตูรั้ว
ข้อหาที่ตำรวจตั้ง ถือว่าแรงมาก เมื่อรวมกับข้อหาอื่นๆ ก็มีถึง 4-5 ข้อหา ก็ต้องรอดูว่ากระบวนการยุติธรรมในชั้นอัยการและชั้นศาล จะเห็นตรงกับตำรวจหรือไม่