เนชั่นทีวี

ข่าว

คดีอาจพลิก! เมาแล้วขับไม่ตรวจแอลกอฮอล์

14 พ.ย. 2560

คดีอาจพลิก! เมาแล้วขับไม่ตรวจแอลกอฮอล์

คดีคุณหมอขับรถชน รปภ.นี้ ยังมีประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ก็คือการที่คุณหมอปฏิเสธไม่ให้ตำรวจตรวจวัดแอลกอฮอล์ เพื่อพิสูจน์ว่ามึนเมาขณะขับรถหรือไม่ / ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการแก้ไขกฎหมายมาแล้วว่า ไม่สามารถปฏิเสธการตรวจได้ คำถามคือเมื่อไม่ตรวจ ผลของคดีจะเป็นอย่างไร

เมื่อสักครู่ ล่าความจริงได้เล่าให้ฟังไปแล้วว่า ตำรวจตั้งข้อหาคุณหมอยอรน์ 3 ข้อหา โดย 1 ใน 3 ข้อหา คือ เมาแล้วขับ ซึ่งการตั้งข้อหานี้เป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ คือหากผู้ขับขี่ขับรถไปประสบอุบัติเหตุ จะไม่สามารถปฏิเสธการตรวจวัดแอลกอฮอล์ได้ในทุกกรณี ไม่ว่าจะด้วยการเป่าผ่านอุปกรณ์ตรวจวัดแอลกอฮอล์ทางลมหายใจ หรือการส่งตัวไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจหาปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดก็ตาม หากฝ่าฝืนนอกจากจะมีโทษตามกฎหมายจราจรทางบก และกฎหมายอาญาแล้ว ยังให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าผู้ขับขี่เมาแล้วขับ
แต่การไม่ได้ตรวจวัดแอลกอฮอล์หลังเกิดเหตุทันที เคยส่งผลต่อคดีมาแล้ว หากคุณผู้ชมยังจำกันได้ คือคดีดัง รถเบนซ์พุ่งชนรถฟอร์ดอย่างแรงจนไฟลุกท่วมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้ คุณกฤษณะ ถาวร และ คุณธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย อดีตนักศึกษาปริญญาโท เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 มีนาคมปีที่แล้ว ศาลเพิ่งอ่านคำพิพากษาไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าข้อหา "เมาแล้วขับ" ที่ตำรวจยื่นฟ้องผู้ขับขี่ เพราะไม่ยอมให้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ จึงสันนิษฐานว่าเมาแล้วขับ แต่สุดท้ายศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่มีหลักฐานการตรวจวัดแอลกอฮอล์ทันทีหลังเกิดเหตุ
ประเด็นนี้น่าสนใจค่ะ "ล่าความจริง" ได้สอบถามไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ความว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย หากไม่ได้ตรวจหลังเกิดอุบัติเหตุทันที แม้จะมีการตรวจในเวลาต่อมาก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะค่าแอลกอฮอล์แปรผันตามร่างกายของแต่ละคน กราฟค่าแอลกอฮอล์จะค่อยๆ พุ่งขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่ร่างกายดูดซึม หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง (ยกตัวอย่างง่ายๆ บางคนกินเหล้าแล้วขับรถทันที ก็จะอยู่จังหวะที่ค่าแอลกอฮอล์กำลังขึ้น แต่บางคนกินเหล้าแล้วนั่งพักดื่มน้ำอยู่เป็นชั่วโมง แล้วค่อยขับรถ ก็จะอยู่ในช่วงที่ค่าแอลกอฮอล์กำลังลง) ค่าแอลกอฮอล์ในร่างกายจึง "ไม่นิ่ง" ฉะนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงต้องตรวจในเวลานั้นทันที
ขยายต่อจากเรื่องนี้ สมมติว่าเกิดอุบัติเหตุแล้วไปโรงพัก ตำรวจก็มาขอให้คนขับรถที่ชนต้องตรวจเลือดเพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แล้วคนนั้นก็ปฏิเสธ พอถึงเวลาสู้คดี ตำรวจก็เขียนเข้าไปในสำนวนเลยว่าได้แจ้งข้อหาเมาแล้วขับเรียบร้อยแล้ว โดยสันนิษฐานเอาตามกฎหมาย แต่พอคดีถึงชั้นศาล ศาลจะดูหลักฐาน แต่ตำรวจแจ้งปากเปล่า ไม่มีหนังสือ ก็ถือว่าไม่สามารถเอาผิดในข้อหาเมาแล้วขับได้ เหมือนกับคดีเบนซ์ชนฟอร์ดที่เล่าให้ฟังตอนแรก
อีกประเด็นหนึ่งคือ การขอผลตรวจแอลกอฮอล์จากสถานพยาบาล จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีเวลาเกิดอุบัติเหตุ คนชนก็บาดเจ็บด้วย (เหมือนกรณีเบนซ์ชนฟอร์ด คนขับรถเบนซ์ก็บาดเจ็บ) ก็ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลก่อน ตำรวจเองก็อยากได้ผลตรวจเลือด ก็จะไปขอหมอที่รักษา ปรากฏว่าหมอไม่ให้ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าหมอผิดนะคะ เพราะเรื่องของการตรวจแอลกอฮอล์ ทางการแพทย์เขาถือว่าเป็นเรื่องทางกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของการรักษา ถ้าทำเกินกว่าการรักษาอาจโดนคนไข้ฟ้องอีก เพราะฉะนั้นตำรวจต้องมีหนังสือไปถึงโรงพยาบาล เพื่อขอให้หมอตรวจแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน
ทั้งหมดที่ล่าความจริงไปตรวจสอบข้อมูลมานี้ ดูเหมือนว่าการจะเอาผิดใครสักคนในข้อหา "เมาแล้วขับ" โดยที่ไม่มีผลตรวจปริมาณแอลกอฮอล์จะเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆแล้วปัญหานี้ป้องกันได้ค่ะ มันอยู่ที่ขั้นตอน ระเบียบ หลักการที่บ้านเราไม่มีเลย อย่าลืมว่าถ้าตรวจเลือดไม่ได้ ก็ให้เป่าจากเครื่องวัดแอลกอฮอล์ทางลมหายใจได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นเครื่องที่ตำรวจใช้กันตามด่านตรวจเมาต่างๆ นั่นแหละค่ะ ฉะนั้นทางแก้เบื้องต้นก็คือ ตำรวจต้องมีเครื่องเป่าแบบนี้ให้ครบทุกโรงพัก เครื่องพังก็ไม่ได้นะ ต้องไปหยิบยืมของ สน. อื่นมาก่อน นี่ก็ตัดปัญหาไปหนึ่งแล้ว หากต้องการผลตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด คำถามคือ บ้านเราพร้อมไหมที่จะให้ทุกโรงพยาบาลต้องตรวจ ห้ามปฏิเสธเพราะกลัวคนไข้ฟ้อง ๆ ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องมีกฎหมายออกมาบังคับให้ชัดเจน ก็จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด